เมื่อวันที่ 18 พ.ย. ที่บริเวณด้านหน้าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นายสุรชัย พรจินดาโชติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว และนายณรงค์ชัย เยาวลักษณ์ ตัวแทนกลุ่ม “สว.สำรอง” เดินทางเข้ายื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา เพื่อแก้คำสั่งลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งยกคำร้องของกลุ่ม สว.สำรอง โดยให้เหตุผลว่า “ไม่มีอำนาจร้อง” ต่อการขอให้ สว.ตัวจริงทั้ง 136 คนหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว และให้ กกต.เร่งสรุปสำนวนตรวจสอบภายใน 7 วัน
กลุ่ม สว.สำรอง ระบุว่า แม้จะเคารพต่อคำวินิจฉัยของศาลฎีกาอย่างสูง แต่จำเป็นต้องยื่นอุทธรณ์ เนื่องจากเห็นว่ามีความคลาดเคลื่อนทั้งในข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงหลายประการ โดยเฉพาะประเด็นที่ว่ากระบวนการเลือก สว. “ยังไม่สิ้นสุด” เนื่องจากการตรวจสอบความสุจริตเที่ยงธรรมยังไม่แล้วเสร็จ ขณะที่ยังมีเรื่องร้องเรียนค้างอยู่จำนวนมากแต่ กกต.กลับยังไม่ดำเนินการใด ๆ อย่างจริงจัง

นายสุรชัย ระบุว่า กลุ่ม สว.สำรองยื่นคำร้องตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม เพราะมีหลักฐานชัดเจนว่าการเลือกตั้ง สว.ปี 2567 ไม่เป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม แต่ กกต.กลับเพิกเฉย ไม่เร่งสรุปสำนวน ทั้งที่เรื่องล่วงเลยมากว่าปีแล้ว ยังไม่มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 ที่นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. และผู้อำนวยการการเลือกตั้ง สว. ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่ามีเรื่องร้องเรียนค้างอยู่ถึง 47 เรื่อง ซึ่งเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรา 42 ของ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ว. ที่กำหนดว่า สามารถประกาศผลได้ก็ต่อเมื่อเห็นว่าการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรมเท่านั้น
นายสุรชัย ชี้ว่า การที่ กกต.ประกาศผลทั้งที่ยังมีเรื่องร้องเรียนมากถึง 47 เรื่อง ถือเป็นการประกาศผลโดยมิชอบ และหมายความว่ากระบวนการเลือก สว. ยังไม่สิ้นสุดตามกฎหมาย พร้อมระบุว่า สว.ที่ถูกกล่าวหาทั้ง 136 คนมีพฤติการณ์เข้าข่ายฝักใฝ่การเมืองและขัดกันแห่งผลประโยชน์ โดยเฉพาะการร่วมลงมติเลือกกรรมการองค์กรอิสระหลายชุด ทั้งที่ตนเองยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ และชี้ว่าปัจจุบันมีกรรมการ กกต. 3 คนที่มาจากการเลือกของ สว.ชุดนี้ และจะมีการเลือกเพิ่มอีก 2 คนในเดือนธันวาคม รวมเป็น 5 ใน 7 คน ซึ่งทั้งหมดเกิดจากการโหวตของผู้ที่ถูกกล่าวหาโดยตรง
นายสุรชัย ตั้งคำถามว่า “ผู้ถูกกล่าวหาเลือกคนมาตัดสินคดีของตัวเอง แบบนี้ระบบยุติธรรมจะอยู่ตรงไหน” พร้อมระบุว่าสิ่งที่ต่อสู้ไม่ใช่เรื่องตำแหน่ง แต่เป็นเรื่องความถูกต้อง และจะเดินหน้ายื่นเรื่องต่อ กกต. และ ดีเอสไอ เนื่องจากเห็นความผิดปกติหลายประการ โดยเฉพาะการที่คดีฮั้ว สว. ชะงักลงหลังเปลี่ยนรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่รับผิดชอบสำนวนถูกย้ายกะทันหัน ทำให้การดำเนินงานสะดุดไปทั้งหมด
พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว ระบุว่าที่ต้องยื่นอุทธรณ์ เพราะมาตรา 44 ที่ใช้ยื่นคำร้องก่อนหน้านี้ ไม่ได้หมดผลเพียงเพราะวันลงคะแนนสิ้นสุด แต่ควรมีผลจนกว่ากระบวนการเลือกตั้งทั้งหมดจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ รวมถึงการพิจารณาร้องเรียนและการรวบรวมสำนวนต่าง ๆ ซึ่งสอดคล้องกับข้อ 92 ของระเบียบ กกต. ที่กำหนดให้เลขาธิการ กกต. ต้องส่งเรื่องสืบสวนไต่สวนต่อคณะกรรมการ กกต. ภายใน 1 ปีนับแต่ประกาศผลเลือกตั้ง แต่จนถึงขณะนี้ล่าช้าเกินกว่า 1 ปี 4 เดือน และสำนวนยังค้างอยู่ระดับคณะอนุกรรมการวินิจฉัย ยังไม่ถึงมือ กกต.ชุดใหญ่

พล.ต.ท.คำรบ ย้ำว่า กกต.ยังอยู่ในสถานะ “กระทำความผิดต่อเนื่อง” เนื่องจากเพิกเฉยไม่ดำเนินการใด ๆ และเรียกร้องให้ศาลมีความเมตตานำเรื่องเข้าพิจารณาใหม่ พร้อมเร่งรัดให้ กกต.ดำเนินการภายใน 7 วัน เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับประเทศ แม้ท้ายที่สุด สว.ทั้ง 136 คนยังคงปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อ ก็ถือว่ากลุ่ม สว.สำรองได้ทำทุกวิถีทางแล้ว
กลุ่มผู้ร้องได้ยื่นเอกสารประกอบ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การฝ่าฝืนมาตรา 42 และ 107 เนื่องจาก กกต.ประกาศผลขณะที่ยังมีเรื่องร้องเรียนค้างอยู่ถึง 47 เรื่อง การฝ่าฝืนระเบียบข้อ 92 ที่กำหนดให้ส่งสำนวนภายใน 1 ปี แต่กลับล่าช้าเกินกว่า 1 ปี 4 เดือน และการเพิกเฉยของ กกต. ที่ทำให้ ส.ว.ที่ถูกกล่าวหายังคงใช้อำนาจเลือกองค์กรอิสระต่อไป ซึ่งเข้าข่ายขัดกันแห่งผลประโยชน์อย่างชัดเจน
ทั้งหมดนี้คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้กลุ่ม ส.ว.สำรองตัดสินใจยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาอีกครั้ง พร้อมย้ำว่าการต่อสู้ครั้งนี้คือการต่อสู้เพื่อความสุจริตเที่ยงธรรมของกระบวนการเลือกตั้ง ไม่ใช่การเรียกร้องตำแหน่งใด ๆ



