เมื่อวันที่ 19 พ.ย. นายแพทย์เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์ข้อความผ่านเพจ “หมอเจด” เตือนประชาชนให้ระวังปัญหา ลำไส้อักเสบเรื้อรัง หลังพบว่าหลายคนมีอาการปวดท้องเป็น ๆ หาย ๆ ท้องเสียสลับท้องผูก หรือแน่นท้องเรื้อรัง แม้ตรวจร่างกายแล้วไม่พบโรคร้ายแรง แต่คุณภาพชีวิตกลับย่ำแย่ เพราะลำไส้ยังคงอักเสบไม่หยุด ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจาก “อาหารบางอย่าง” ที่เรากินเป็นประจำโดยไม่รู้ตัว
หมอเจดระบุว่า หากตัดอาหารเหล่านี้ออกเพียง 1–2 สัปดาห์ ลำไส้จะฟื้นตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
อาหารที่ต้อง “หยุดก่อน” เพื่อให้ลำไส้ได้ฟื้นตัว
1. ของทอด–ของมัน
น้ำมันที่ผ่านความร้อนสูงทำให้เกิดสารกระตุ้นการอักเสบ กินบ่อยจะทำให้ลำไส้บวม แน่นท้อง จุกลิ้นปี่ และย่อยอาหารช้าลงทันที
2. ของหวาน–น้ำตาลสูง
น้ำตาลเป็นอาหารของแบคทีเรียที่ก่อการอักเสบ ทำให้ท้องเสียง่าย แก๊สเยอะ และท้องอืดหลังอาหาร หากงดน้ำหวาน–ขนมหวาน 1–2 สัปดาห์ จะเห็นผลชัดว่าท้องยุบและระบบย่อยดีขึ้นมาก
3. อาหารแปรรูป–เนื้อแปรรูป
ไส้กรอก แฮม เบคอน มีสารกันเสียและโซเดียมสูง ทำให้ผนังลำไส้รั่วเร็วขึ้น ก่ออาการท้องอืด แสบท้อง และระบบขับถ่ายรวนโดยไม่รู้ตัว
4. แป้งขัดขาวทุกชนิด
ข้าวขัดสี เส้นขาว และขนมปังขาว ย่อยเร็ว ทำให้น้ำตาลแกว่ง เกิดแก๊สง่าย และทำให้จุลินทรีย์ดีลดลงใน 3–7 วัน ส่งผลให้ลำไส้อักเสบเรื้อรังต่อเนื่อง
5. คาเฟอีนเกินวันละ 1 แก้ว
กาแฟหรือชาเข้ม ๆ กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้มากเกินไป ทำให้ปวดบิด ถ่ายเหลว หรือแน่นท้อง โดยเฉพาะผู้ที่ลำไส้อักเสบอยู่แล้ว
6. นอนน้อย–เครียดสะสม
นอนหลังสามทุ่ม ระบบย่อยทำงานช้าลงทันที 30–40% ส่งผลให้มีแก๊สและผนังลำไส้อักเสบซ้ำ ส่วนความเครียดทำให้ การไหลเวียนเลือดไปลำไส้น้อยลง จนเกิดอาการท้องอืด ถ่ายไม่ออก หรือท้องเสียสลับท้องผูก พบว่าผู้ป่วยเกือบ 50% เกิดจากความเครียดสะสมเป็นหลัก
เคล็ดลับฟื้นลำไส้ใน 7–14 วัน เห็นผลเร็วชัดเจน
หลังงดตัวกระตุ้นแล้ว ควรเสริมการดูแลดังนี้
เพิ่มใยอาหาร 25–30 กรัม/วัน จากผักใบเขียว ผลไม้ไม่หวานจัด และเมล็ดธัญพืช
ดื่มน้ำ 6–8 แก้วต่อวัน เพื่อลดการอักเสบและช่วยระบบขับถ่าย
กินโพรไบโอติก–พรีไบโอติก เช่น โยเกิร์ตรสธรรมชาติ ผักดอง กล้วยน้ำว้า
พักผ่อนให้เพียงพอ 7–8 ชั่วโมงต่อคืน ลดฮอร์โมนความเครียดที่ทำลำไส้อักเสบ
เดินหลังอาหาร 10–15 นาที ช่วยให้ลำไส้บีบตัวดี ลดแก๊สและอาการท้องอืดทันที
หมอเจดย้ำว่า ลำไส้อักเสบเรื้อรังส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากโรคหนัก แต่เกิดจาก “อาหารกระตุ้นซ้ำ ๆ ทุกวัน” หากหลีกเลี่ยงตามคำแนะนำเพียง 1–2 สัปดาห์ จะเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน และช่วยให้ระบบย่อยกลับมาแข็งแรงได้อย่างรวดเร็ว



