สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 19 พ.ย. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ต้อนรับเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรีแห่งซาอุดีอาระเบีย ที่กรุงวอชิงตัน
ทั้งนี้ การเสด็จฯ เยือนกรุงวอชิงตันของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด นับเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี หรือตั้งแต่เกิดคดีการสังหารนายจามาล คาช็อกกี ผู้สื่อข่าวและคอลัมนิสต์ชาวซาอุดีอาระเบีย ภายในสถานกงสุลซาอุดีอาระเบีย ที่เมืองอิสตันบูลของตุรกี เมื่อปี 2561 และรายงานข่าวกรองของสหรัฐ เมื่อปี 2564 สรุปว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ด “ทรงเป็นผู้สั่งการ” ให้มีการสังหารคาช็อกกี ซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลริยาด และเรื่องนี้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับซาอุดีอาระเบีย
อย่างไรก็ตาม ระหว่างการพบกันครั้งนี้ ทรัมป์กล่าวว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ด “ทรงไม่มีส่วนรู้เห็น” กับการเสียชีวิตของคาช็อกกี ซึ่งเป็นบุคคลที่ “เป็นที่ถกเถียง” และชะตากรรมของคาช็อกกี “เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้” ด้านเจ้าชายโมฮัมเหม็ดตรัสถึงเรื่องนี้เพียงว่า ซาอุดีอาระเบีย “ทำทุกสิ่งที่ถูกต้อง” ในการสอบสวนการเสียชีวิตของคาช็อกกี
ขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายยังหารือร่วมกันในอีกหลายประเด็น ซึ่งแถลงการณ์ของทำเนียบขาวระบุว่า สหรัฐและซาอุดีอาระเบีย ได้ลงนามในข้อตกลงเกี่ยวกับพลังงานนิวเคลียร์พลเรือน “เพื่อสร้างรากฐานทางกฎหมายสำหรับความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์มูลค่ามหาศาล ที่กินเวลานานหลายทศวรรษ” โดยสอดคล้องกับ “มาตรฐานการไม่แพร่ขยายอาวุธที่เข้มงวด” และการขายเครื่องบินรบเอฟ-35 อีกทั้งซาอุดีอาระเบียจะเพิ่มการลงทุนโดยตรงในสหรัฐ จาก 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 19.44 ล้านล้านบาท) เป็น 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32.41 ล้านล้านบาท).
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



