เมื่อวันที่ 20 เม.ย. นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติยกคำร้องคดีซุกหุ้นและแจ้งบัญชีทรัพย์สินเท็จของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอพิสูจน์เจตนา โดยนายวัส ระบุว่า ย้อนรอยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 1/2567 : อวสาน “นอมินี” เมื่อเส้นเงินโกหกไม่เป็น !

ระหว่างที่รอเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.แถลงเป็นเอกสารถึงเหตุผลที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.วินิจฉัยยกคำร้องคดีที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม ถูกกล่าวหาว่าซุกหุ้นหรือถือหุ้นแทน (นอมินี) ในหจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ เรามาย้อนรอยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2567 ที่มีผลให้ความเป็นรัฐมนตรีของ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” สิ้นสุดลง

ไม่ใช่แค่ข่าวการเมืองทั่วไป แต่นี่คือ “ตำราเล่มใหม่” ของการตรวจสอบการทุจริตเชิงนโยบายและการซุกหุ้นในประเทศไทยที่นักการเมืองทุกคนต้องสะดุ้ง!

เมื่อ “นิติศาสตร์” ปะทะ “ความจริงทางบัญชี” หัวใจสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การตีความ รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 187 ซึ่งระบุชัดเจนว่า รัฐมนตรีต้องไม่เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในบริษัท หากจะคงไว้ซึ่งผลประโยชน์ต้องโอนให้ “นิติบุคคลจัดการทรัพย์สิน” และห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการไม่ว่าทางใดๆ

แต่สิ่งที่สังคมได้เห็นจากคำวินิจฉัยนี้คือการใช้หลัก “Substance over Form” หรือการดู “เนื้อหาสำคัญกว่ารูปแบบ” ศาลไม่ได้ดูแค่ชื่อในทะเบียนผู้ถือหุ้น แต่ศาลไล่ล่าหาความจริงจาก “เส้นทางการเงิน (Money Trail)” ที่ดิ้นไม่หลุด

ปฏิบัติการ 10 นาทีที่เปลี่ยนชีวิต  หลักฐานที่เด็ดที่สุดในคำวินิจฉัย คือการเปิดเผยเส้นทางเงินงวดที่ 2 จำนวน 35 ล้านบาท ที่เหมือนฉากในหนังสายลับ :

1. 15.36 น. : เงินโอนออกจากบัญชีศักดิ์สยาม

2. 15.40 น. : เงินเข้าบริษัท ศิลาชัยฯ

3. 15.42 น. : บริษัทโอนเงินออกทันที

4. 15.44 น. : เงินไปถึงบัญชี “นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์” (นอมินี) เพื่อนำมาจ่ายค่าหุ้นคืนให้นายศักดิ์สยาม

บทวิเคราะห์ : ภายในเวลาไม่ถึง 10 นาที เงินไหลกลับมาที่จุดเริ่มต้น ศาลมองว่านี่ไม่ใช่การซื้อขายธุรกิจตามปกติ แต่คือการ “หมุนเงิน” เพื่อสร้างหลักฐานเท็จ (Paper Trail) ว่ามีการซื้อขายกันจริง ทั้งที่ความจริงแล้วเจ้าของเงินกับผู้รับเงินคือเครือข่ายเดียวกัน

ข้ออ้าง “เงินกู้” ที่ฟังไม่ขึ้น

เมื่อถูกจับผิดเรื่องเส้นเงิน ฝ่ายผู้ถูกร้องพยายามอ้างเรื่อง “การชำระหนี้เงินกู้เก่า 40 ล้านบาท” แต่ศาลรัฐธรรมนูญกลับสวมวิญญาณนักบัญชีตรวจสอบพบว่า :

• ไม่พบรายการโอนเงินกู้ในอดีตจริง

• งบการเงินของบริษัทในขณะนั้นไม่มีสภาพคล่องพอที่จะมีเงินมากขนาดนั้น

• เอกสารคำชี้แจงขัดแย้งกับหลักฐานทางบัญชีอย่างรุนแรง

นี่คือบทเรียนว่าในยุคดิจิทัล “หลักฐานเอกสารที่ทำขึ้นย้อนหลัง” ไม่สามารถเอาชนะ “ข้อมูลดิจิทัลในระบบธนาคาร” ได้เลย

บรรทัดฐานใหม่ : รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงของจริง?

เจตนารมณ์ของมาตรา 187 คือการป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์ (Conflict of Interest) เพื่อให้รัฐมนตรีทำหน้าที่โดยอิสระ ไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของใคร หรือแอบบริหารบริษัทที่รับงานจากกระทรวงที่ตนเองดูแลอยู่

คำวินิจฉัยนี้บอกอะไรเรา ?

1.นอมินีไม่ใช่เกราะกำบัง : แม้จะอ้างว่าขายหุ้นให้เพื่อนหรือคนสนิทไปแล้ว แต่ถ้าพฤติการณ์ยังแสดงความเป็นเจ้าของ (เช่น ยังเอาเงินไปฝากให้บริษัท) ศาลจะถือว่ายังเป็นเจ้าของอยู่

2. ความรับผิดชอบครอบคลุมถึงคู่สมรสและบุตร : รัฐธรรมนูญเขียนดักไว้ทุกทางเพื่อให้ความโปร่งใสเกิดขึ้นจริง

3. มาตรฐานจริยธรรมที่สูงขึ้น : การเป็นรัฐมนตรีไม่ใช่แค่มีชื่อสะอาดในหน้ากระดาษ แต่ “เบื้องหลัง” ต้องสะอาดจริงๆ

บทสรุป

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2567 จึงเป็น “หมุดหมายสำคัญ” ที่แสดงให้เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญยุคนี้พร้อมที่จะใช้วิธีการตรวจสอบเชิงลึก (Active Investigation) ไม่ใช่แค่รออ่านเอกสารที่คู่ความส่งมาให้ การไล่เช็กเส้นทางเงินแบบนาทีต่อนาที คือฝันร้ายของผู้ที่คิดจะ “ซุกหุ้น” และเป็นชัยชนะของหลักการรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้ผู้บริหารประเทศโปร่งใสอย่างแท้จริง.