เมื่อวันที่ 13 พ.ค. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่าต้องแก้ปัญหา “รวยกระจุก จนกระจาย” เลิกระบบ “หนี้และดอกเบี้ยเป็นของประชาชน แต่กำไรเป็นของกลุ่มทุนผูกขาด” ในขณะที่ฝ่ายค้านได้ยื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่ ซึ่งเป็นกระบวนการตรวจสอบความชอบธรรมตามกฎหมายสูงสุดที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ สิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กัน คือ “ความไม่ชอบธรรมเชิงโครงสร้าง” ของระบบเศรษฐกิจที่เอื้อกลุ่มทุนผูกขาด และอำนาจเหนือตลาด ซึ่งสร้างความเหลื่อมล้ำที่ประชาชนต้องแบกรับเกิดจากโครงสร้างที่บิดเบี้ยว ดังนี้  

1. วิกฤติค้าปลีก และอำนาจเหนือตลาดวงจร “เงินผ่านมือ” ตาม พ.ร.ก.วางกรอบว่าเม็ดเงินกู้ 2 แสนล้านบาทในงวดแรกจะส่งถึงประชาชนผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” แต่โครงสร้างปัจจุบันถูกออกแบบมาให้เงินไหลเข้าสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจที่คนตัวเล็กเสียเปรียบตั้งแต่วันแรก 2. วิกฤติพลังงาน: ภาระประชาชนบนความมั่งคั่งของกลุ่มทุน เงินกู้ 2 แสนล้านที่อ้าง “พลังงานสะอาด” และ “EV” สุดท้ายอาจเป็นแค่การเปลี่ยนมือผู้ผูกขาดจากฟอสซิลไปสู่มือกลุ่มทุนเจ้าเดิม ดังมติ กพช. (28 พ.ย. 68) ที่ประเคนโซลาร์ฟาร์ม 1,500 MW ให้รายใหญ่แทนที่จะกระจายสู่โซลาร์ภาคประชาชน ให้คนไทยได้ลืมตาอ้าปาก มติวันดังกล่าวที่ถูกทักท้วงมาก คือ การบิดเบือนต้นทุนพลังงานผ่านก๊าซสองมาตรฐาน รัฐจัดสรรก๊าซราคาถูกจากอ่าวไทยประเคนให้ภาคปิโตรเคมี แต่ผลักภาระก๊าซนำเข้า (LNG) ราคาแพงมาให้ประชาชนแบกในบิลค่าไฟ หากรัฐหยุดเอื้อทุนใหญ่และคืนก๊าซอ่าวไทยให้ประชาชน ค่าไฟจะลดลงทันที 0.53 บาท/หน่วย เงินหลักหมื่นล้านควรกลับสู่กระเป๋าคนไทย ไม่ใช่ถูกแปรรูปเป็นกำไรปันผลให้เอกชนรวยเละฝ่ายเดียว  

พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า ความย้อนแย้งที่น่าหดหู่ใจที่สุด คือในขณะที่ประชาชนควักเนื้อจ่ายค่าน้ำมันจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว แต่งบการเงินไตรมาส 1/2569 ของบริษัทยักษ์ใหญ่โรงกลั่นน้ำมันกลับ “รวยจนทนไม่ไหว” กวาดกำไรสุทธิสูงถึง 19,481 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปีที่แล้วที่มีกำไรเพียง 2,458 ล้านบาท เท่ากับกำไรพุ่งพรวดเดียว 17,023 ล้านบาท หรือโตกว่า 450% ภายใน 3 เดือน โดยเฉพาะรายได้จากการขายที่ทะยานสูงถึง 114,809 ล้านบาท ขณะที่รัฐบาลยังทำเป็นไขสือแสร้งตามหา “ไอ้โม่ง” ที่ฟันกำไรจากวิกฤติน้ำมันนี้คือเบาะแสชี้ถึงหลักฐานที่สำคัญ หรือกรณีกลุ่มไฟฟ้าเอกชนแห่งหนึ่งที่ขายไฟให้รัฐรายงานกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โตกว่า 40% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า กวาดกำไรเพิ่มขึ้นกว่า 1,490 ล้านบาท

3. สร้างความรับผิดชอบหน่วยรับงบประมาณให้ใช้งบลงทุนตามเวลาที่ได้อนุมัติ ที่ผ่านมาใช้ไม่เกิน 20% เป็นเหตุให้งบค้างท่อจำนวนมาก ซึ่งในทางบัญชีบริหาร นี่คือความล้มเหลวอย่างร้ายแรงการกู้เงินมาแล้วใช้ไม่หมด แต่ “ดอกเบี้ยเดินตั้งแต่วินาทีแรก” คือการเอาเงินภาษีของประชาชนไปเผาทิ้งเปล่าๆ รัฐบาลกู้เงินเกินความสามารถในการเบิกจ่ายซึ่งเป็นการสร้างภาระโดยไม่จำเป็น ข้อมูลเชิงประจักษ์ ในปีงบประมาณ 67-68 รัฐต้องจ่ายดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมเงินกู้สูงถึง 451,000 ล้านบาท ภาระหนี้ และดอกเบี้ยทั้งหมดนี้ตกอยู่กับประชาชนและลูกหลานในอนาคต ผลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไรต้องรอติดตาม แต่ในมุมมองเชิงโครงสร้าง “ความยุติธรรมต้องมาก่อนเงินกู้” รัฐบาลต้องเลิกอุดรูรั่วด้วยการสร้างหนี้ ด้วยการคุ้มครองสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน รัฐต้องรักษาสัดส่วนการถือครองกิจการไฟฟ้า น้ำมัน และน้ำประปา ไว้ไม่น้อยกว่า 51% เพื่อให้รัฐยังมีอำนาจกำหนดนโยบาย ควบคุมราคา รักษาผลประโยชน์ของประชาชน และเร่งแก้ไขหรือปฏิรูปกฎหมายแข่งขันทางการค้าให้เกิดความสมดุลการค้าระหว่างการค้าเสรีกับการป้องกันการผูกขาด การฮั้วราคา การขายตัดราคา และการใช้อำนาจเหนือตลาดเอาเปรียบผู้ประกอบการรายเล็ก โดยเฉพาะในภาคค้าปลีก ค้าส่ง และแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่กลุ่มทุนขนาดใหญ่กำลังควบคุมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำในเวลาเดียวกัน

พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนรอยต่อสำคัญทางประวัติศาสตร์ หากรัฐยังใช้นโยบายก่อหนี้เพื่อประคองโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิมโดยไม่ปฏิรูปความเป็นธรรมเชิงโครงสร้าง วิกฤติจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ถึงเวลาที่รัฐต้องเลิกอุดรูรั่วด้วยเงินกู้ แล้วหันมาซ่อมถังด้วยการสร้างความเป็นธรรม หากไม่ทำเช่นนั้น เงินกู้ 4 แสนล้านบาทนี้จะเป็นเพียงภาษีที่ประชาชนกู้มาเพื่อจ่ายเป็นกำไรปันผลให้กลุ่มทุนผูกขาดเท่านั้น