กำลังเป็นเรื่องร้อน หลังคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และเครือข่าย Zero Corruption และเพื่อนไม่ทน ออกมาเปิดเผยผลสำรวจความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการจากภาคเอกชน พบสัญญาณการเรียกผลรับผลประโยชน์มากถึง 26 หน่วยงานราชการ ทำให้เกิดการตอบโต้จากหน่วยงานที่ถูกพาดพิง และจ่อจะใช้กฎหมายปกป้องชื่อเสียงของหน่วยงานตัวเอง คำถามคือนอกเหนือจากการออกมาเปิดโปงจากภาคเอกชน มีกระบวนการตรงไหน ที่จะเพิ่มศักยภาพในการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันเพิ่มเติมอีกหรือไม่

มีความเห็นที่น่าสนใจคือ ข้อเสนอจาก “ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์” ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยได้นำเสนอนายกรัฐมนตรีถึงประเด็นสำคัญ 3 เรื่อง ครอบคลุมการปฏิรูปภาคเกษตรกรรม การผลักดันการค้าและการลงทุนท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการแก้ปัญหาคอร์รัปชันของประเทศ สำหรับประเด็นการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ได้เสนอให้นายกรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันแห่งชาติ แต่งตั้ง “คณะกรรมการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันแห่งชาติ” มีตัวแทนจากทุกภาคส่วนเข้าร่วม โดยเฉพาะภาคเอกชน รวมถึงตั้งศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอ.ตช.) เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง โปร่งใส และเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ภาคเอกชนเห็นว่าปัจจุบันมีปัญหาคอร์รัปชันเรื้อรังต่อการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมมาก และจำเป็นต้องแสดงความชัดเจนให้นานาประเทศเห็นถึงความตั้งใจและทำจริงเพื่อยกระดับประเทศเข้าเป็น สมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) นายกฯ ต้องบูรณาการทุกหน่วยงาน

ดร.พจน์ กล่าวว่า “เนื่องจากประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวงและหลายหน่วยงาน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ จึงอยากให้นายกรัฐมนตรีเข้ามาเป็นประธานในการขับเคลื่อน เพื่อกำหนดทิศทางให้ชัดเจน รวดเร็ว ตรงเป้าหมาย และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ภายใต้กลไกการทำงานลักษณะเดียวกับคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ถือเป็นโอกาสดีที่ทางรัฐบาลได้รับฟังความเห็นของภาคเอกชน และตามที่ท่านรับข้อเสนอไป คงจะมีการจัดลำดับความสำคัญ เร่งด่วน พร้อมเร่งทำต่อเนื่องและจริงจัง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศร่วมกัน”
จากนี้ไปต้องรอดูว่า ข้อเรียกร้องของภาคเอกชน จะได้รับการสนองตอบหรือไม่ เนื่องจากประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวงและหลายหน่วยงาน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ จึงอยากให้นายกฯ เข้ามาเป็นประธานในการขับเคลื่อน เพื่อทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ

ขณะที่มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริต ที่หลายคนยังไม่ลืม ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ กรณีร่ำรวยผิดปกติ รวมมูลค่า 107,020,830 บาท โดยข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่าระหว่างวันที่ 18 ม.ค. 2555 ถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2556
ขณะที่นายบุญทรง ดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ และประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว ซึ่งมีรายได้จากเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวม 2,083,320 บาท ขณะที่คู่สมรสมีรายได้จากค่าเช่าที่ดินปีละ 200,000 บาท บุตรอยู่ระหว่างการศึกษาเล่าเรียน แต่ปรากฏรายการธุรกรรมเงินฝากจำนวนมากเข้าบัญชีธนาคารของนายบุญทรง คู่สมรส บุตร และบริษัทจำกัด 2 แห่งที่มีนายบุญทรงเป็นผู้ก่อตั้ง และมารดาของคู่สมรสเป็นผู้มีอำนาจเบิกถอนเงิน โดยไม่มีแหล่งที่มาของรายได้ที่ชัดเจน ป.ป.ช.จึงมีมติชี้มูลว่า นายบุญทรง ร่ำรวยผิดปกติโดยมีทรัพย์สินมากผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติหรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่มีมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย
สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ โดยให้ส่งรายงานสำนวนการไต่สวนเอกสารพยานหลักฐานและความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติรวมทั้งบรรดาทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่ได้มาแทนทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 118
ทั้งนี้หากไม่สามารถบังคับเอาแก่ทรัพย์สินตามที่มีมติตกเป็นของแผ่นดินได้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแล้ว ขอให้ศาลบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาได้ภายในระยะเวลา 10 ปี นั่นหมายความว่า วิบากกรรม “นายบุญทรง” ก็ยังไม่จบสิ้น ถือเป็นกรณีตัวอย่าง ที่น่าจะทำให้นักการเมืองที่เข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร จะต้องตระหนักว่า การหนีผลกรรมไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายๆ

ด้านความเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้าน ต่อจุดยืนการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” สส.แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) กรณีการจัดทำร่าง รธน.ฉบับใหม่ ว่า มีข้อเสนอ คือ 1. พรรคและภาคประชาชน เห็นตรงกันว่า การทำ รธน.จะเป็นไปตามเจตจำนงของประชาชนที่ได้ออกเสียงประชามติ ต้องคงหลักการ 3 ข้อ ข้อแรก การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากที่สุด ข้อสอง ต้องป้องกันการผูกขาด ข้อสาม ไม่ควรเพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว. สมาชิกรัฐสภาทุกคนควรมีสิทธิเท่าเทียมกัน 2.พรรคพร้อมเสนอและผลักดันร่างแก้ไข รธน.มาตรา 256 เพื่อเพิ่มเติมหมวด 15/1 ที่ยึดกับหลักการ 3 ข้อก่อนหน้า เข้าสู่รัฐสภา 3. พรรคพร้อมจัดสรร สส.พรรค ไปสนับสนุนร่างแก้ไข รธน.มาตรา 256 ของพรรคการเมืองอื่นที่สอดคล้องกับหลักการ 3 ข้อ ข้างต้น 4. พรรคพร้อมสนับสนุนภาคประชาชน รวบรวม 50,000 รายชื่อ เสนอร่างแก้ไข รธน.มาตรา 256 โดยภาคประชาชน และ 5. พรรคและภาคประชาชนเห็นตรงว่า ทุกหน่วยงาน ทุกภาคส่วนในสังคมควรมีส่วนร่วมรณรงค์และจัดกิจกรรมสร้างการรับรู้ เข้าใจ และมีส่วนร่วมในการจัดทำ รธน.ใหม่

ด้าน “นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผู้อำนวยการและผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ (iLaw) กล่าวว่า เราไม่อยากเห็นแค่รัฐบาล โดยพรรค ภท.เอาร่างฉบับเดิมกลับมา หรือเสนอร่างฉบับใหม่เมื่อไหร่ แต่ขอเรียกร้องว่าอย่างน้อยรัฐบาลนี้ ต้องแถลงโรดแม็พ กระบวนการจัดทํารัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมด ให้ประชาชนทราบ อย่างน้อยต้องมีประชามติอีก 2 ครั้ง มีกระบวนการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ การรับฟังความเห็นประชาชน ว่าอยากเห็น รธน.ใหม่เป็นอย่างไร ซึ่งกระบวนการข้างหน้า อาจเสร็จเร็วใน 2-3 ปี หรือเสร็จช้าไม่ทันรัฐบาล แต่ประชาชนต้องรู้ล่วงหน้าเพื่อเตรียมตัว ไม่ว่าพรรคการเมืองไหน ต้องไม่มีอิทธิพลมากไปกว่าคนอื่นในการยกร่าง รธน.ฉบับใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และยังมีคดีติดพันตัวเองอยู่

ด้าน “นายพริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. กล่าวว่า หลักการมีส่วนร่วมของประชาชน คือการมีคูหา เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการเลือกผู้ร่าง รธน. ซึ่งการมีคูหาไม่ได้ขัดกับคำวินิจฉัยของศาล รธน. แน่นอนว่าพรรค ปชน.ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัย เมื่อถามว่า สิ่งที่เป็นอุปสรรคใหญ่ของการแก้ไข รธน.คืออะไร นายพริษฐ์ กล่าวว่า อุปสรรคสำคัญที่สุดในกระบวนการจัดทำ รธน.ใหม่ คือตัว รธน.60 เอง เพราะการออกแบบกติกา ตั้งแต่สมัย คสช.ป้องกันไม่ให้เกิดการแก้ไข หรือจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ โดยกำหนดว่าการแก้ไขใดๆ ต้องมีเสียง 1 ใน 3 ของ สว. แต่สิ่งที่จะทลายอุปสรรคดังกล่าวได้ คือพลังของประชาชนทั่วประเทศ ที่สะท้อนผ่านการออกเสียงประชามติ หากยังมีพลังของประชาชนผลักดันกระบวนการนี้อย่างต่อเนื่อง ก็จะเป็นส่วนสำคัญในการทลายอุปสรรคเหล่านี้ ส่วนหลักการข้อ 3 ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว. แล้วยึดเกณฑ์เดิมคือ ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา น่าสนใจคือแนวคิด การจัดให้มีคูหา เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการเลือกผู้ร่าง รธน. จะขัดกับคำวินิจฉัยของศาล รธน. หรือไม่ และจะมีคนไปร้องให้ศาล รธน.วินิจฉัยหรือไม่
ทีมข่าวการเมือง



