เป็นอีกประเด็นร้อน ที่หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงจุดยืนและท่าทีรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล คือ การผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) 60 หลังผลการทำประชามติแก้ไข รธน. เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 69 ปรากฏว่า มีเสียงเห็นชอบ 19,978,736 เสียง คิดเป็นประมาณ 60% ของผู้มาใช้สิทธิ และเสียงไม่เห็นชอบ 10,553,327 เสียง คิดเป็นประมาณ 32% และไม่แสดงความคิดเห็น 2,891,465 เสียง คิดเป็น 8.65% นั้นหมายความเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบให้มีการแก้ไข รธน. ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ฝ่ายต้องการให้แก้ไข รธน. จะเกาะติดในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง

ยิ่ง “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ออกมาให้ความเห็นถึงแนวทางการแก้ไข รธน. ซึ่งกำลังจะครบกำหนด 60 วันที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะต้องยืนยันร่างเดิมให้สภาพิจารณา ว่า ก็ฟังความต้องการของพี่น้องประชาชน 

เมื่อถามว่า ผลการลงประมติ 21 ล้านเสียง จะยืนยันร่างแก้ไข รธน.กลับไปยังสภาหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า กระบวนการทุกอย่างต้องเริ่มที่รัฐสภา อย่ามาผูกรัฐบาล นั่นคือรัฐบาลชุดที่แล้ว ส่วนมติในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำประชามติในวันเดียวกันกับการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นการแก้ไข รธน.ต้องเริ่มที่กระบวนการรัฐสภา ไปผูกกับร่างที่ร่างมาคราวที่แล้ว ก็ไม่ใช่

นั่นหมายความว่า หัวหน้ารัฐบาลโยนเรื่องการแก้ไข รธน. ให้เป็นเรื่องของรัฐสภา เท่ากับว่า รัฐบาลไม่ต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ ซึ่งหมายความว่า ร่างการแก้ไข รธน. ที่ค้างอยู่จากสภาชุดแล้ว ถูกปัดทั้ง 2 ร่าง ทั้งจากพรรค ภท.และร่างของพรรคประชาชน (ปชน.) ซึ่งในทางการเมือง คงมองได้ว่า รัฐบาลพยายามไม่ให้นำเรื่องการแก้ไข รธน. มาผูกติดกับฝ่ายบริหาร ถ้าหากไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา จะได้ไม่ต้องรับผิดชอบ ยิ่งเป้าหมายของพรรคการเมือง ต้องการตัดอำนาจสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในการให้ความเห็นชอบร่างการแก้ไข รธน. หรือการแก้ไขที่มาของ สว. ซึ่งมีความใกล้ชิดกับพรรค ภท. ดังนั้นจึงเล่นบทลอยตัว ไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับปมร้อน

ด้าน “นายพริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาให้ความเห็นเรื่องการแก้ไข รธน. ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ระบุว่า ผลการทำประชามติไม่ผูกพันกับร่างแก้ไข รธน.ฉบับเดิมที่ค้างอยู่ และให้สภาไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ ว่า การกระทำของนายกฯ สะท้อนถึงความไม่จริงใจของรัฐบาล ในการเดินหน้าจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ จากการทำประชามติของประชาชนที่ผ่านมา ซึ่งนายกฯ พยายามปฏิเสธความรับผิดชอบ โดยระบุว่าเป็นเรื่องของรัฐสภา แต่ตนมองนายกฯ และ ครม. ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบนี้ได้ เพราะผลประชามติเป็นคำสั่งของประชาชน ผูกพันกับทุกองค์กร แม้จริงอยู่ว่าการแก้ไข รธน.เริ่มต้นจากรัฐสภา แต่ ครม. มีอำนาจในการยืนยันร่างเดิม หรือการเสนอร่างฉบับใหม่ เข้าสู่การพิจารณาของสภา

“พรรค ปชน.จะใช้เวทีการประชุมร่วมรัฐสภาในวันศุกร์ที่ 15 พ.ค. 69 นี้ ทวงถามว่า ครม. จะให้คำมั่นสัญญากับประชาชนได้หรือไม่ ว่าจะเสนอร่างแก้ไข รธน.ฉบับใหม่เมื่อไหร่ และจะมีโรดแม็พและกรอบระยะเวลาอย่างไร อย่างไรก็ตามพรรค ปชน.มี สส.เกือบ 120 คน ในสภา เราสามารถเสนอร่างเข้าไปได้อยู่แล้ว และพร้อมจะพิจารณาร่างอื่น ที่มีการเสนอเข้ามา ทั้งจาก สส.และภาคประชาชน” นายพริษฐ์ กล่าว

คำถามของพรรคฝ่ายค้าน จะได้รับคำตอบจากรัฐบาลหรือไม่ และพรรคฝ่ายค้านจะเสนอร่างแก้ไข รธน.เองหรือไม่ แม้กระทั่ง “นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีจุดยืนของพรรค พท. ยังเดินหน้าสนับสนุนการแก้ไข รธน.หรือไม่ ว่า เรายังยืนยันสิ่งที่เราได้พูดไว้ เพื่อผลักดันให้เกิดขึ้นจริง เพราะมีการทำประชามติมาแล้ว อย่างไรก็ตามเราต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ เพราะจากเหตุการณ์ครั้งก่อน แสดงให้เห็นว่า ต้องได้ข้อสรุปที่ตรงกัน เพราะการแก้ไข รธน. ก็ยังคงเป็นเหมือนเดิมคือต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 ดังนั้น ควรมีการพูดคุยทำความเข้าใจ เพื่อให้อยู่ในร่องรอยเดียวกัน ตนมองว่ายังมีอุปสรรคในการแก้ไขอยู่ ดังนั้นต้องมาพูดคุยแล้วยกร่างฯ ที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ และผลักดันได้จริง ซึ่งสิ่งที่ตนพูดมาตลอดคือ พรรคเราอยู่กับความเป็นจริง ต้องยอมรับว่าในนาทีนี้ การแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนสำคัญที่สุด

แม้จะมีเพียงเสียงเดียว แต่ก็ยังถือว่ามีบทบาทในการทำหน้าที่พรรคฝ่ายค้าน เพียงแต่ว่าการทำหน้าที่ในการตรวจสอบครั้งนี้ จะได้รับความร่วมมือจากเพื่อนร่วมงานหรือไม่ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย (สร.) เปิดเผยว่า จะหารือร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ในการเข้าชื่อยื่นต่อประธานสภา พิจารณาส่งศาล รธน.วินิจฉัยคุณสมบัตินายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กรณีประพฤติผิดไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตาม รธน. พ.ศ. 2560 มาตรา 160 (4) (5) ให้ความเป็นรัฐมนตรีจึงสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) และวรรคสาม ประกอบมาตรา 82 หรือไม่

ในประเด็น คือ 1. กรณีถือครองที่ดินเขากระโดง ซึ่งยังผิดกฎหมาย เอามาใช้ประโยชน์เพื่อตัวเอง รวมถึงนายอนุทิน และนายไชยชนก ที่มีการครอบครองที่ดินอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ด้วย และ 2. ประเด็นการนำเงิน นำประชาชนไปอุดหนุนการแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบมาตั้งแต่ปี 2561 และยังทันถึงปี 2570 เลยก็อนุมัติอีก 7,000 ล้านบาท

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวอีกว่า ในเรื่องนี้จะส่งเรื่องไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินคดีกับนายอนุทิน นายไชยชนก ตลอดจน ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมที่ดิน เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามมาตรา 157 และพ.ร.ป.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 172 โดยในส่วนของนายไชยชนก อาจจะโดนเรื่องการบุกรุกตามกฎหมายที่ดินด้วย บุกรุกทั้งปีทั้งชาติ ยอมความไม่ได้ หลังเสร็จสิ้นเรื่องนี้จะลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ เพื่อกล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อดำเนินคดีกับตระกูลชิดชอบทั้งหมด กรณีบุกรุกที่ดินเขากระโดง แล้วถ้าหากผู้ว่าการรถไฟคนใหม่ยังนั่งเฉยเดี๋ยวโดนด้วย

ก่อนหน้านั้นถ้ายังจำกันได้ พรรค ปชน. ภายใต้การนำของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ในฐานะหัวหน้าพรรค จะไม่เห็นด้วยกับการยื่นเรื่องให้ศาล รธน. วินิจฉัยเรื่องจริยธรรม เพราะถือเป็นนามธรรม และมองว่าเป็นกระบวนการนิติสงคราม ซึ่งถ้าหากพรรคสีส้มไม่เห็นด้วย ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ งานนี้ต้องวัดใจแกนนำพรรคฝ่ายค้าน

เป็นอีกเวทีหนึ่งที่ถือว่ามีความสำคัญ โดยวันนี้ เวลา 17.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ จะเป็นประธานเปิดเวทีหารือร่วมระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชน ภายใต้หัวข้อ “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเชิงลึกจากภาคเอกชน ในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชนเข้าร่วมเสนอความคิดเห็นแบ่งเป็น 10 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มสถาบันหลัก (กกร.) กลุ่มการเงิน กลุ่มเกษตรและอาหาร กลุ่มยานยนต์ กลุ่มพลังงาน กลุ่มก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มสุขภาพ กลุ่มโรงแรมและท่องเที่ยว กลุ่มค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มเทคโนโลยี อาทิ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย

และบริษัทเอกชนชั้นนำได้แก่ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (ซีพี) บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) และบริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด เป็นต้น

ด้าน “น.ส.รัชดา ธนาดิเรก” โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า เป็นงานสำคัญครั้งแรกของรัฐบาลในการจัดเวทีนี้ เพื่อเป้าหมายจับมือภาคเอกชนเดินหน้าเศรษฐกิจประเทศไปด้วยกัน รัฐบาลจะขับเคลื่อนไปในทิศทางใด เราตั้งใจรับฟังเสียงของทุกภาคส่วน และภาคเอกชนเป็นกำลังสำคัญที่จะทำให้เป้าหมายเรื่องเศรษฐกิจบรรลุผลได้ จึงนำมาสู่ความตั้งใจของนายกฯ ที่ต้องการจัดเวทีรับฟังเสียงจากภาคเอกชน แต่ละกลุ่มธุรกิจจะมีผู้แทนเข้ามาเสนอประเด็นให้นายกฯ รับฟัง ซึ่งจะเป็นเวทีเปิดใจรับฟังของภาครัฐ จะมีนายกฯ และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมารับฟัง

ซึ่งรูปแบบการจัดจะจัดเป็นเก้าอี้นั่งนำเสนอความเห็น และข้อเสนอแนะ และเป็นเครื่องยืนยันว่าการทำงานของรัฐบาล ในเรื่องเศรษฐกิจ เป็นเรื่องที่เราต้องไปด้วยกัน ทั้งภาครัฐและเอกชน และในมิติอื่นๆ จะมีเวทีรับฟังเสียงประชาชนในส่วนอื่น เพราะรัฐบาลชุดนี้ตั้งใจขับเคลื่อนงานทุกด้านโดยรับฟังเสียงจากทุกภาคส่วน  แต่ครั้งนี้คือตัวแทนของสมาคมพูดเอง และคนอื่นจะอยู่รับฟัง ดังนั้นจะเป็นข้อมูลที่ตรง ลึก และนายกฯ ได้รับฟังถึงหูจริงๆ โดยไม่ได้มีการสกรีน เรียกว่าเป็นตัวจริงเสียงจริงมาเล่าให้นายกฯ ฟัง และเราจะได้หาจุดร่วมที่จะขับเคลื่อนประเทศไปด้วยกันระหว่างรัฐบาล และเอกชน  

บทสรุปในการหารือครั้งนี้ จะนำมาสู่ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญอย่างตรงเป้าหมายหรือไม่ คงต้องรอดูผลตอบรับของภาคธุรกิจและเอกชน จะออกมาในทางใด

“ทีมข่าวการเมือง”