โครงการ “วูลบัคเคีย” (Wolbachia) ที่สิงคโปร์ ดำเนินการโดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติสิงคโปร์ (เอ็นอีเอ) เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2559 เพื่อเป็นยุทธศาสตร์นวัตกรรมชีววิถีในการยับยั้งประชากรยุงลายบ้าน ซึ่งเป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออกหลักในพื้นที่เมือง
โครงการนี้ประยุกต์ใช้กลไกความไม่เข้ากันทางไซโทพลาซึม โดยการปล่อยยุงลายตัวผู้ที่ติดเชื้อแบคทีเรียวูลบัคเคีย สายพันธุ์ที่ได้รับจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐมิชิแกนของสหรัฐ เข้าสู่ธรรมชาติ เมื่อยุงตัวผู้เหล่านี้เข้าผสมพันธุ์กับยุงตัวเมียในธรรมชาติที่ไม่ติดเชื้อ แบคทีเรียจะส่งผลให้ไข่ที่ปฏิสนธิไม่สามารถฟักออกเป็นตัวอ่อนได้ ส่งผลให้จำนวนประชากรยุงลายลดลงอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
ยุงที่ใช้ในโครงการไม่ใช่สิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม และเนื่องจากยุงตัวผู้ดำรงชีวิตด้วยน้ำหวานจากพืช จึงไม่มีพฤติกรรมกัดหรือดูดเลือดมนุษย์ ทำให้ไม่มีความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อโรค และปลอดภัยต่อระบบนิเวศอย่างสมบูรณ์
เพื่อรองรับการปรับขยายขนาดโครงการ เอ็นอีเอสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรเทคโนโลยีหลายบริษัท ในการพัฒนาระบบอัตโนมัติสำหรับการเพาะเลี้ยง การคัดแยกเพศ และการปล่อยยุง
เทคโนโลยีคัดแยกเพศดักแด้ยุงอัตโนมัติช่วยเพิ่มความเร็วขึ้น 10 ถึง 20 เท่าเมื่อเทียบกับการคัดแยกด้วยมือ มีความแม่นยำสูงถึง 99.9% พร้อมทั้งฉายรังสีเอ็กซ์ปริมาณต่ำแก่ยุงที่คัดแยกแล้ว เพื่อทำให้ยุงตัวเมียที่อาจปะปนไปเป็นหมันอย่างสมบูรณ์ แต่ต้องไม่กระทบต่อความสมบูรณ์แข็งแรงของยุงตัวผู้ ปัจจุบัน ศักยภาพการผลิตยุงตัวผู้สูงถึง 11 ล้านตัวต่อสัปดาห์ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานทั่วประเทศ
ผลการศึกษาภาคสนามเชิงลึกซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ ยืนยันว่า การปล่อยยุงที่มีเชื้อแบคทีเรียวูลบัคเคีย สามารถลดประชากรยุงลายบ้านในพื้นที่ดำเนินงานได้ถึง 80-90% ส่งผลให้อัตราความเสี่ยงในการติดเชื้อไข้เลือดออกของผู้พำนักอาศัยลดลงมากกว่า 70-77% อีกทั้งยังเกิดผลประโยชน์ข้างเคียง ไปยังพื้นที่ใกล้เคียงซึ่งไม่ได้รับการปล่อยยุง โดยช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อได้ 45% เมื่อปี 2566
แบบจำลองคาดการณ์ชี้ว่าโครงการช่วยป้องกันผู้ป่วยไข้เลือดออกได้ถึง 3,798 คน หรือคิดเป็น 28% ของจำนวนผู้ติดเชื้อที่คาดว่าจะเกิดขึ้น จนกระทั่งเมื่อปี 2568 จำนวนผู้ติดเชื้อทั่วประเทศลดลงเหลือ 4,036 คน ซึ่งเป็นการลดลงมากถึง 70% เมื่อเทียบกับปี 2567
ความสำเร็จนี้ได้รับการเสริมประสิทธิภาพด้วยแบบจำลองคาดการณ์ขั้นสูง ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังนานกว่า 20 ปี ร่วมกับปัจจัยภูมิอากาศ ปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญา อุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน และสายพันธุ์ของไวรัสไข้เลือดออกทั้ง 4 สายพันธุ์ ทำให้สามารถคาดการณ์ช่วงเวลาเสี่ยงสูงได้ล่วงหน้าถึง 8 สัปดาห์ และมีความแม่นยำสูงกว่าแบบจำลองตามฤดูกาลเดิมถึง 60%

สิงคโปร์วางยุทธศาสตร์ขยายพื้นที่ครอบคลุมอย่างเป็นขั้นตอน จาก 350,000 ครัวเรือนในปี 2566 เพิ่มเป็น 480,000 ครัวเรือน เมื่อต้นปี 2567 และตั้งเป้าหมายครอบคลุมมากกว่า 800,000 ครัวเรือน หรือ 50% ของประเทศภายในปี 2569
ขณะที่เมื่อปี 2568 เอ็นอีเอเริ่มทดสอบการใช้นวัตกรรมวูลบัคเคีย เป็นเครื่องมือเร่งด่วนในการจัดการกลุ่มการระบาดขนาดใหญ่ เพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสในพื้นที่ซึ่งมีการระบาดหนาแน่น ควบคู่ไปกับมาตรการควบคุมพาหะแบบดั้งเดิม
ในมิติการยอมรับของสังคม การสำรวจพบว่าประชาชนมีความรับรู้เกี่ยวกับโครงการสูงถึง 74.8% แต่ยังพบช่องว่างด้านความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับกลไกทางวิทยาศาสตร์
ภาครัฐจึงดำเนินนโยบายสื่อสารสาธารณะผ่านสื่อหลากหลายช่องทางใน 4 ภาษาหลัก คือ อังกฤษ จีน มลายู และทมิฬ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ว่ายุงวูลบัคเคีย ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม ยุงตัวผู้ไม่กัดมนุษย์ และจำเป็นต้องปล่อยยุงอย่างต่อเนื่อง การส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความลังเลใจ และสร้างความร่วมมือจากชุมชนอย่างยั่งยืน
โครงการวูลบัคเคียในสิงคโปร์ เป็นตัวอย่างความสำเร็จของการบูรณาการนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีการผลิตอัตโนมัติ การวิเคราะห์ข้อมูลระบาดวิทยาเชิงพื้นที่ และการมีส่วนร่วมของชุมชน การดำเนินงานที่ตั้งอยู่บนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ช่วยยับยั้งประชากรยุงพาหะ และลดภาระทางสาธารณสุขจากโรคไข้เลือดออกในเขตเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน.
ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



