เจ้าหน้าที่กู้ภัยที่พยายามค้นหาผู้รอดชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งล่าสุดในเกาะคิวชู ประเทศญี่ปุ่น ต้องเผชิญกับอุปสรรคเพิ่มเติมจากสภาพอากาศร้อนจัดในช่วงฤดูร้อน


หลังแผ่นดินไหวเมื่อช่วงปลายเดือนก.ค. ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 38 ราย และประชาชนหลายพันคนต้องไร้ที่อยู่อาศัย อุณหภูมิในช่วงกลางวันเพิ่มสูงขึ้นแตะระดับเกือบ 40 องศาเซลเซียสในหลายพื้นที่ และบางแห่งทำสถิติสูงถึง 40 องศาเซลเซียสเป็นครั้งแรก ประกอบกับสภาพอากาศที่มีความชื้นสูง ทำให้ภารกิจช่วยเหลือและฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยมีความซับซ้อนมากขึ้น


สภาพอากาศร้อนจัดส่งผลกระทบแทบทุกด้านของการรับมือภัยพิบัติ สำหรับประชาชนเกือบ 7,000 คน ซึ่งพักอยู่ในศูนย์อพยพราว 130 แห่งและที่พักชั่วคราวทั่วจังหวัดคุมาโมโตะ ทางตอนใต้ของเกาะคิวชู สภาพอากาศร้อนและชื้นเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ อ่อนเพลียจากความร้อน และโรคลมแดด โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็กทารก และผู้ที่มีโรคประจำตัวซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป


มีรายงานว่า หญิงสูงอายุรายหนึ่งอาจเสียชีวิตจากโรคลมแดด หลังต้องพักอาศัยอยู่ภายในรถยนต์เพื่อหลบภัย ขณะที่อากาศร้อนยังทำให้ผู้ประสบภัยนอนหลับได้ยาก โดยเฉพาะในพื้นที่ซึ่งไม่มีเครื่องปรับอากาศ หรือได้รับผลกระทบจากไฟฟ้าดับ การพักผ่อนไม่เพียงพออาจเพิ่มความเครียด ทำให้การตัดสินใจแย่ลง และส่งผลให้การฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ หลังผ่านเหตุการณ์รุนแรงเป็นไปได้ช้าลง


เจ้าหน้าที่กู้ภัยเองก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เนื่องจากการค้นหาผู้รอดชีวิต การเคลื่อนย้ายซากปรักหักพัง และการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน ล้วนเป็นงานที่ต้องใช้แรงกายอย่างหนัก อุณหภูมิสูงทำให้สมรรถภาพทางร่างกายลดลง เพิ่มความเหนื่อยล้า และทำให้เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องพักบ่อยขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ภารกิจช่วยเหลือและฟื้นฟูพื้นที่ดำเนินไปช้ากว่าปกติ


ผลกระทบของความร้อนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านสุขภาพเท่านั้น ระบบน้ำประปาที่ได้รับความเสียหายทำให้ความต้องการน้ำดื่มเพิ่มขึ้น ในช่วงเวลาที่ปริมาณน้ำอาจมีจำกัด ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสำหรับเครื่องปรับอากาศและอุปกรณ์ทำความเย็นเพิ่มสูงขึ้นพร้อมกับการเกิดไฟฟ้าดับในหลายพื้นที่


นอกจากนี้ ยาบางชนิดจำเป็นต้องเก็บรักษาในอุณหภูมิต่ำ ธุรกิจต่าง ๆ อาจต้องหยุดดำเนินงานนานขึ้น และโรงเรียนรวมถึงสถานที่สาธารณะอาจต้องปิดให้บริการเป็นเวลานานกว่าเดิม ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงหลายด้านที่เชื่อมโยงและซ้ำเติมกัน


ในบางพื้นที่ของจังหวัดคุมาโมโตะ ระบบน้ำประปายังคงได้รับผลกระทบ ขณะที่ไฟฟ้าดับทำให้ประชาชนไม่สามารถใช้เครื่องปรับอากาศหรืออุปกรณ์ทำความเย็นได้อย่างเพียงพอ ส่งผลให้ศูนย์อพยพร้อนอบอ้าวอย่างมาก สถานการณ์ดังกล่าวเปรียบเสมือน “ภัยพิบัติครั้งที่สอง” ที่ได้รับความสนใจน้อยกว่าแผ่นดินไหว แต่สามารถส่งผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพของประชาชน และกระบวนการฟื้นฟูพื้นที่


นักวิทยาศาสตร์ด้านภัยพิบัติเรียกสถานการณ์ลักษณะนี้ว่า “ภัยพิบัติซ้อน” หรือเหตุการณ์ที่เกิดจากภัยหลายรูปแบบซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องกัน โดยทั่วไปภัยธรรมชาติมักถูกมองว่า เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแยกจากกัน แต่ในความเป็นจริง ภัยต่าง ๆ สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันหรือส่งผลต่อเนื่องกัน จนทำให้ความเสียหายโดยรวมรุนแรงกว่าผลกระทบจากภัยแต่ละประเภทเมื่อพิจารณาแยกกัน


อาทิ คลื่นความร้อนอาจเกิดขึ้นตามหลังภัยแล้งหรือไฟป่า หรือภัยจากสภาพภูมิอากาศอาจเกิดขึ้นร่วมกับภัยทางธรณีวิทยา เช่น แผ่นดินไหว ซึ่งกรณีของคุมาโมโตะ เมื่อปี 2569 มีสภาพแวดล้อมแตกต่างจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เมื่อเดือนเม.ย. 2559 อย่างมาก


แผ่นดินไหวคุมาโมโตะเมื่อปี 2559 สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างเช่นกัน แต่เกิดขึ้นในช่วงเดือนเม.ย. ซึ่งอุณหภูมิอยู่ในระดับค่อนข้างเหมาะสมต่อการปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือ แตกต่างจากแผ่นดินไหวครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อน ซึ่งเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดของญี่ปุ่น แม้ลำดับความสำคัญของภารกิจกู้ภัยจะยังคงเหมือนเดิม แต่สภาพแวดล้อมที่เจ้าหน้าที่และผู้ประสบภัยต้องเผชิญกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง


ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผลกระทบจากภัยพิบัติในอนาคตจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของเหตุการณ์หลักเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศในช่วงเวลาที่ภัยพิบัติเกิดขึ้นด้วย เหตุการณ์ในคุมาโมโตะสะท้อนให้เห็นว่าอุณหภูมิร้อนจัดสามารถทำหน้าที่เป็น “ตัวเร่งความเสี่ยง” และทำให้ผลกระทบจากภัยพิบัติรุนแรงขึ้น


บทเรียนลักษณะเดียวกันเคยเกิดขึ้นจากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ ในภาคตะวันตกของญี่ปุ่น เมื่อปี 2561 ซึ่งเกิดขึ้นตามมาด้วยคลื่นความร้อนรุนแรงเป็นประวัติการณ์ งานวิจัยในเวลาต่อมาพบว่า คลื่นความร้อนดังกล่าวแทบไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากไม่มีอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ และความร้อนที่รุนแรงยังซ้ำเติมความเสี่ยงด้านสุขภาพและเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย


เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนว่า เมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นในช่วงที่มีคลื่นความร้อน ผลกระทบโดยรวมอาจทวีความรุนแรงมากขึ้น ดังนั้น การสร้างความพร้อมรับมือภัยพิบัติในปัจจุบันจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้แข็งแรงขึ้น หรือการพัฒนาอาคารให้สามารถต้านทานแผ่นดินไหวได้ดีขึ้นเท่านั้น แต่ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับภัยหลายรูปแบบ ที่อาจเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อกัน


เมื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้คลื่นความร้อนมีแนวโน้มเกิดบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น การวางแผนรับมือภัยพิบัติจึงจำเป็นต้องนำปัจจัยด้านอุณหภูมิรุนแรงเข้ามาพิจารณาอย่างจริงจัง คำถามสำคัญในอนาคตจึงไม่ใช่เพียงว่า สังคมจะรับมือกับแผ่นดินไหวหรือคลื่นความร้อนได้อย่างไรเมื่อเกิดขึ้นแยกจากกัน แต่คือ จะเตรียมพร้อมอย่างไรเมื่อภัยหลายรูปแบบเกิดขึ้นพร้อมกันหรือส่งผลต่อเนื่องกัน


ขณะที่โลกกำลังเผชิญคลื่นความร้อนที่เพิ่มขึ้น อุณหภูมิสุดขั้วจะกลายเป็นความท้าทายรูปแบบใหม่ ต่อการช่วยเหลือและฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย โดยเฉพาะเมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้นในช่วงร้อนที่สุดของปี.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS