จากกรณีเหตุกราดยิงในโรงเรียนโดยผู้ก่อเหตุเป็นเยาวชนอายุ 14 ปี จนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย หากย้อนกลับไปจะเห็นว่า ก่อนหน้านี้ก็มีเหตุเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันที่ผู้ก่อเหตุเป็นเยาวชนและก่อเหตุในพื้นที่สาธารณะที่มีคนอยู่เป็นจำนวนมาก แล้วจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นจนถึงเหตุการณ์ครั้งนี้ สังคมควรเรียนรู้เรื่องใดมากที่สุด
“ทีมข่าวอาชญากรรม เดลินิวส์” พูดคุยกับ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล นักอาชญาวิทยา/อนุกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติด้านพัฒนาองค์กร ถึงสิ่งที่สังคมควรเรียนรู้และป้องกันไม่เกิดเหตุซ้ำ รวมถึงการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนว่าควรจะนำเสนอในแง่มุมใดเพื่อไม่ให้เกิดพฤติกรรมเลียบแบบในอนาคต

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ระบุว่า บทเรียนสำคัญคือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดแบบรุนแรงฉับพลันโดยไม่มีที่มา หรือไม่มีสัญญาณมาก่อน ถ้ามองย้อนกลับไป ตนเชื่อว่าจะต้องมีสัญญาณ หรือ Early Warning Sign มาก่อน เพราะในหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ เช่น เหตุกราดยิง ก็จะมีสัญญาณนี้มาก่อนด้วย เพราะฉะนั้นต้องกลับมาที่คนใกล้ตัว คนใกล้ชิด ทั้งครอบครัว และทั้งโรงเรียนจะทำให้เราได้เรียนรู้ และจับสัญญาณตรงนี้ได้ก่อน แล้วก็จะได้มีมาตรการเข้าไปแทรกแซงก่อนที่จะนำไปสู่ปัญหาที่บานปลาย เพราะการลงโทษอย่างเดียว หรือมองที่อัตราโทษอย่างเดียว ไม่สามารถจะหยุดยั้งพฤติกรรมเหล่านี้ได้ เพราะเราไม่รู้ว่าคนไหนจะเป็นผู้ก่อเหตุ จึงต้องอาศัยตั้งแต่เพื่อน ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน ระบบสุขภาพจิต ตำรวจ ไปจนถึงกระบวนการยุติธรรมร่วมด้วย
“เรียกว่าเป็นองค์รวมในการป้องกัน เพื่อจะหามาตรการในการป้องกัน เพราะผู้ก่อเหตุนั้น เราไม่สามารถจะรู้ได้ว่าเป็นใคร ก่อเหตุที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร แต่ถ้าเกิดเราอาศัยองค์รวมข้างต้นมาช่วยกันในการป้องกันก็จะช่วยลดความเสี่ยงได้มากขึ้น”
ส่วนการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดพฤติกรรมลอกเลียนแบบในอนาตตนั้น รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ให้คำแนะนำว่า เป็นหลักสากลที่ไม่ได้เป็นการห้ามสื่อไม่ให้รายงาน เพียงแต่ว่าการนำเสนอ ไม่ควรที่จะเป็นการนำเสนอให้เกิด
พฤติกรรมเลียนแบบ (Copycat Effect) นั่นคือไม่ทำให้ผู้ก่อเหตุกลายเป็นคนดัง ไม่เน้นชื่อ ภาพ ประวัติผู้ก่อเหตุซ้ำๆ ไม่เผยแพร่รายละเอียด วิธีการก่อเหตุ อย่างละเอียดเกินความจำเป็น ไม่เผยภาพเหตุการณ์ที่มีความรุนแรง เช่น ภาพเหยื่อที่ถูกยิง เป็นต้น ไม่ทำให้ผู้ก่อเหตุมีภาพลักษณ์เป็นฮีโร่ เป็นผู้ถูกกระทำที่น่าสงสาร
เพราะถ้าเป็นการนำเสนอในแนวนั้นมากเกินไปจนบางทีทำให้คนที่คิดจะกำลังทำความผิด รู้สึกว่าถ้าทำแบบนี้จะได้รับความเห็นใจจากประชาชน และอาจจะต้องปกปิดข้อมูลที่อาจจะส่งผลกระทบต่อเหยื่อและครอบครัวถือเป็นเรื่องที่สำคัญ
“ดังนั้นหากไม่มีการนำเสนอ ก็จะทำให้คนที่คิดจะกระทำความผิดคล้ายๆ กัน ได้รู้ว่าก่อเหตุไปก็ไม่มีตัวตน ก่อเหตุไปก็ไม่ได้เกิดอะไรตามมา แต่สิ่งที่เน้นย้ำคือ เราควรนำเสนอไปในเชิงเฝ้าระวัง การป้องกัน มาตรการแก้ไขปัญหาหลังจากนึ้” รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าวย้ำ.



