สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองเปเรย์รา ประเทศโคลอมเบีย เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยของโคลอมเบียเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตที่อาจติดอยู่ใต้ซากอาคาร และผู้สุญหายอีกมากกว่า 3,000 คน หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.4 แมกนิจูด เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดของโคลอมเบีย นับตั้งแต่เข้าสู่ศตวรรษที่ 21
มีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 254 ราย แบ่งเป็น 101 ราย ที่เมืองเปเรย์รา และ 95 ราย ที่เมืองกาลี โดยยังมีผู้สูญหายและติดอยู่ใต้ซากอาคารอีกจำนวนมาก
Rescuers in Colombia search for survivors after a 7.4-magnitude earthquake killed at least 250 people and caused widespread destruction https://t.co/s1iP2uHkLv pic.twitter.com/jA0CeVUeRN
— Reuters (@Reuters) August 11, 2026
แรงสั่นสะเทือนสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อพื้นที่เพาะปลูกกาแฟ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนกลางและตะวันตกของประเทศ ทั้งอาคารที่พักอาศัย บ้านเรือน โรงเรียน และศูนย์สาธารณสุขพังถล่มหรือได้รับความเสียหายอย่างหนัก ขณะที่ชุมชนชนพื้นเมืองหลายแห่งในเขตป่าของจังหวัดโชโก ใกล้จุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหว ยังคงไม่มีไฟฟ้าใช้และถูกตัดขาดจากบริการสาธารณูปโภคพื้นฐาน ส่งผลให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก

ทีมกู้ภัยทำงานตลอดคืนโดยใช้รถเครน รถขุด รวมถึงแรงงานมือเปล่า พร้อมขอให้ผู้คนเงียบเพื่อฟังเสียงผู้รอดชีวิตใต้ซากปรักหักพัง ท่ามกลางรายงานแผ่นดินไหวตาม หรืออาฟเตอร์ช็อกเกือบ 100 ครั้ง ขณะที่ประชาชนหลายพันคนต้องไร้ที่อยู่อาศัย และเจ้าหน้าที่เร่งประเมินความปลอดภัยของอาคารที่ได้รับความเสียหาย
นอกจากนี้ แผ่นดินไหวยังสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน โดยสนามบิน 6 แห่งในโคลอมเบียยังคงต้องระงับให้บริการ และมีรายงานถนนได้รับความเสียหายหลายสิบสาย ขณะที่ไฟฟ้า น้ำประปา ระบบสาธารณสุข และโทรศัพท์ยังคงขัดข้องในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดโชโก

ด้านสหรัฐประกาศจัดสรรความช่วยเหลือฉุกเฉินแล้ว 15.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 513.51 ล้านบาท ) และธนาคารการพัฒนาระหว่างอเมริกา ( ไอดีบี ) เตรียมงบประมาณฉุกเฉิน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 1,656.50 ล้านบาท ) สำหรับสนับสนุนการฟื้นฟู หากรัฐบาลโคลอมเบียร้องขอ
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่เตือนว่า อาจต้องใช้เวลาอีกหลายวันจึงจะประเมินความเสียหายและยอดผู้เสียชีวิตที่แท้จริงได้ เนื่องจากการติดต่อสื่อสารในพื้นที่ประสบภัยบางแห่งยังไม่เป็นปกติ.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



