วานนี้ (12 ส.ค.) สำนักข่าวรอยเตอร์สเผยเรื่องราวของหญิงสาวชาวอินเดียสองคนที่เป็นเพื่อนสนิทกัน แต่ไม่เคยรู้มาก่อนว่า แท้จริงแล้ว พวกเธอทั้งสองคนเป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกัน
มีนา และ มินาล ถูกทอดทิ้งไว้ที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าในประเทศอินเดียตั้งแต่ยังเป็นทารก ก่อนจะมีครอบครัวบุญธรรมในประเทศเนเธอร์แลนด์รับไปเลี้ยงดูโดยทั้งสองครอบครัวอาศัยอยู่ห่างกันเพียง 130 กิโลเมตร
แม้ทั้งคู่จะเติบโตมาโดยไม่เคยรู้มาก่อนว่าตัวเองก็มีพี่น้อง แต่ในวัยเยาว์ช่วงประมาณปี 2539 หญิงสาวทั้งสองซึ่งกำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่น ได้พบกันในงานรวมตัวของกลุ่มลูกบุญธรรมหรือเด็กกำพร้าที่ถูกรับเลี้ยง พวกเธอสัมผัสได้ถึงความผูกพันอันแน่นแฟ้นอย่างน่าประหลาด แม้แต่เพื่อนๆ ของพวกเธอยังตกตะลึงในความคล้ายคลึงกันจนทั้งคู่ได้แลกที่อยู่และเขียนจดหมายหากัน รวมทั้งมักหยอกล้อกันโดยเรียกแต่ละฝ่ายว่า “พี่สาว-น้องสาว” ก่อนที่จะขาดการติดต่อกันไปนานถึง 15 ปี
จนกระทั่งเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ผลตรวจดีเอ็นเอจาก “มายเฮอริเทจ” แพลตฟอร์มค้นหาประวัติครอบครัวและบริการตรวจดีเอ็นเอระดับโลก ได้แจ้งผลการเปรียบเทียบดีเอ็นเอของหญิงสาวทั้งสองที่เคยลงทะเบียนและมอบตัวอย่างดีเอ็นเอไว้ว่า มีความเข้ากันแบบ 100% ซึ่งแสดงว่าพวกเธอคือพี่น้องร่วมสายเลือดกัน


มีนา เกลติงค์ วัย 43 ปี ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสาม เอ่ยถึงความรู้สึกแห่งความสุขที่ท่วมท้นว่า “หลายปีมานี้ ฉันรู้สึกเหมือนมีรูโหว่ในใจมาตลอดค่ะ ตอนนี้มันเหมือนกับว่าชิ้นส่วนปริศนาที่หายไปถูกค้นพบแล้ว” และเธอยังบอกพี่สาวของเธอตอนที่ได้เจอกันในเนเธอร์แลนด์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า “เวลาที่ฉันเห็นพี่ มันเหมือนกับว่าฉันกลับถึงบ้านแล้ว”
ด้าน มินาล ไทเซน วัย 44 ปี ซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่ในประเทศฝรั่งเศสกับคู่ชีวิตและลูกชายสองคน เล่าว่าเธอไม่มีเอกสารบันทึกเกี่ยวกับผู้ให้กำเนิดเลย แม้เธอจะได้รับความรักอย่างดีจากพ่อแม่และพี่น้องชาวดัตช์ แต่ในขณะเดียวกันก็สัมผัสได้ถึงความโดดเดี่ยวลึกๆ
ไทเซน เล่าถึงวินาทีที่ทราบผลการตรวจดีเอ็นเอว่า ขณะนั้นเธอกำลังนั่งอยู่บนโซฟาแล้วมีข้อความแจ้งเตือนผลการจับคู่ดีเอ็นเอเด้งขึ้นมาบนโทรศัพท์ว่า “มีนา: พี่สาว/น้องสาว”
“ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ ค่ะ” ไทเซน เล่าพร้อมกับเสริมถึงความสัมพันธ์อันอัศจรรย์นี้ว่า “พวกเราเป็นเพื่อนกันก่อนที่จะมาเป็นพี่น้อง ความจริงคือพวกเราเป็นพี่น้องกันมาโดยตลอด เพียงแต่พวกเราไม่เคยรู้มาก่อนเท่านั้นเอง และตอนนี้มันเป็นเรื่องจริงแล้วค่ะ”
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



