สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงไนโรบี ประเทศเคนยา เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ว่าศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแอฟริกา ( แอฟริกาซีดีซี ) รายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคอีโบลา จากเชื้อไวรัสสายพันธุ์บุนดีบูเกียว ( Bundibugyo ) ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ( ดีอาร์คองโก ) และยูกันดา เพิ่มเป็นอย่างน้อย 105 รายแล้ว นับตั้งแต่มีการยืนยันครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 พ.ค. ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่อยู่ในดีอาร์คองโก และจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งที่มีการยืนยันแล้วและมีอาการน่าสังสงสัย สะสมอยู่ที่เกือบ 400 คน
สถานการณ์ดังกล่าวมีความน่าวิตกกังวลอย่างยิ่ง และองค์การอนามัยโลก ( ดับเบิลยูเอชโอ ) ประกาศให้เป็น “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่นานาชาติกังวล” หรือ “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ” ตามข้อบังคับอนามัยระหว่างประเทศ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนและยากที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ ในการรักษาเชื้อไวรัสสายพันธุ์บุนดีบูเกียว แตกต่างจากสายพันธุ์ซาอีร์ “ที่พบเป็นปกติ” ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา และตอนนี้มีวัคซีนควบคุมแล้ว
An Ebola outbreak in the Democratic Republic of Congo and Uganda has been declared a public health emergency of international concern by the World Health Organization. The strain of the virus has no approved vaccine https://t.co/OfiX942QLX pic.twitter.com/YyqcncfzVR
— Reuters (@Reuters) May 18, 2026
ด้านศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ ( ซีดีซี ) ยืนยันการพบชาวอเมริกันติดเชื้อสายพันธุ์บุนดีบูเกียวอย่างน้อย 1 คน เป็นหนึ่งในสมาชิกคณะมิชชันนารี ซึ่งปฏิบัติภารกิจอยู่ในดีอาร์ซี ตอนนี้กำลังมีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิดกับหลายประเทศ เพื่อนำตัวผู้ป่วยไปรักษาที่เยอรมนีก่อน
หลายฝ่ายมองว่า สถานการณ์ตอนนี้คือช่วงเวลาวิกฤติของการระบาดครั้งนี้ เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนว่า เชื้อแพร่กระจายไปไกลเพียงใด ก่อนหน้านี้ เชื้อไวรัสสายพันธุ์บุนดีบูเกียว เคยทำให้เกิดการระบาดเพียง 2 ครั้ง คือเมื่อปี 2550 และ 2555 มีผู้เสียชีวิตราว 30% ของผู้ติดเชื้อ
US CDC says one American tested positive for Ebola https://t.co/UjA6qETDVw https://t.co/UjA6qETDVw
— Reuters (@Reuters) May 18, 2026
สำหรับอาการของโรคคาดว่าจะเริ่มปรากฏภายใน 2-21 วัน หลังได้รับเชื้อ ในระยะแรก อาการจะคล้ายไข้หวัด เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ และอ่อนเพลีย แต่เมื่อโรครุนแรงขึ้น ผู้ป่วยจะมีอาการอาเจียน ท้องเสีย และอวัยวะภายในเริ่มล้มเหลว ผู้ป่วยบางคนอาจมีภาวะเลือดออกทั้งภายในและภายนอกร่างกาย
ทั้งนี้ทั้งนั้น ความเสี่ยงที่โรคอีโบลาจะกลายเป็นภัยคุกคามต่อคนทั้งโลกยังถือว่าต่ำมาก แต่มีความซับซ้อนมากพอที่จะต้องอาศัยการประสานงานระดับนานาชาติ ส่วนการระบาดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของโรคอีโบลา เกิดขึ้นระหว่างปี 2557-2559 ซึ่งมีผู้ติดเชื้อในแอฟริกาตะวันตกถึง 28,600 คน และเสียชีวิตมากกว่า 11,300 ราย.
เครดิตภาพ : REUTERS



