เมื่อวันที่ 17 ก.ค. ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำสั่งชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีหมายเลขดำ อ.107/2569 ที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตรองผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 4 อดีตลูกน้องคนสนิท เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328
คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากจำเลยให้สัมภาษณ์ผ่านรายการโทรทัศน์หลายรายการในลักษณะกล่าวหาว่าโจทก์ทำร้ายร่างกายผู้ใต้บังคับบัญชาหลายครั้งจนได้รับบาดเจ็บ และมีการโยนความผิดให้ลูกน้อง ส่งผลให้โจทก์ได้รับความเสียหายและเสื่อมเสียชื่อเสียง จึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลลงโทษตามกฎหมาย
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คำให้สัมภาษณ์ของจำเลยที่เผยแพร่ผ่านรายการ “กรรมกรข่าวคุยนอกจอ”, “ถกไม่เถียง” และ “จับตาประเทศไทย” มีเนื้อหาในทำนองกล่าวหาว่าผู้บังคับบัญชาทำร้ายร่างกายผู้ใต้บังคับบัญชา บิดเบือนข้อเท็จจริง และโยนความผิดให้ลูกน้อง โดยบางช่วงจำเลยระบุว่า ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ถูกกระทำคือ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ พร้อมอ้างว่าเคยเห็นเหตุการณ์ด้วยตนเองถึง 2 ครั้ง
แม้จำเลยจะไม่ได้เอ่ยชื่อ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ โดยตรง แต่ศาลเห็นว่า เมื่อพิจารณาประกอบกับบริบทของคำถามจากผู้ดำเนินรายการและคำตอบของจำเลยแล้ว ย่อมทำให้ผู้ชมและผู้ฟังเข้าใจได้ว่า บุคคลที่ถูกกล่าวถึงคือ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หรือ “บิ๊กโจ๊ก”
ศาลเห็นอีกว่า การให้สัมภาษณ์มีลักษณะเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นผู้ทำร้ายร่างกายผู้ใต้บังคับบัญชาและโยนความผิดให้ลูกน้อง ซึ่งไม่ว่าข้อความดังกล่าวจะเป็นความจริงหรือไม่ การเผยแพร่ต่อสาธารณะย่อมทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าโจทก์เป็นผู้บังคับบัญชาที่ไม่ดี ขาดศีลธรรม และกระทำผิดกฎหมาย อันอาจทำให้ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังได้
ศาลจึงพิเคราะห์ว่า พยานหลักฐานของโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมีน้ำหนักเพียงพอรับฟังได้ว่าคดีมีมูล จึงมีคำสั่งประทับรับฟ้องไว้พิจารณา และนัดคู่ความตรวจพยานหลักฐาน รวมทั้งกำหนดวันสืบพยาน ในวันที่ 20 เม.ย. 2570 ต่อไป.



