เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 69 นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดเผยว่า กสม. ได้พิจารณาข้อร้องเรียนจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และสมาคมลาหู่เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต กรณีประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจรัฐอย่างรุนแรง ซ้อมทรมาน และบังคับให้สูญหาย ในช่วงการประกาศนโยบายสงครามเพื่อเอาชนะยาเสพติด

จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงย้อนหลังในช่วงปี 2543-2546 พบว่า นโยบายดังกล่าวสร้างแรงจูงใจให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเข้าใจว่าตนมีอำนาจจัดการในทุกรูปแบบแม้ต้องใช้ความรุนแรง ส่งผลให้เกิดการปฏิบัติต่อประชาชนเกินสมควรแก่เหตุ เกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงและเป็นวงกว้าง โดยมีผู้เสียหายตามคำร้องเรียนในจังหวัดเชียงใหม่ 19 ราย (ถูกบังคับสูญหาย 10 ราย เสียชีวิต 3 ราย) และจังหวัดเชียงราย 5 ราย (ถูกบังคับสูญหาย 4 ราย เสียชีวิต 1 ราย)

นายวสันต์ ระบุว่า แม้เหตุการณ์จะผ่านมานานกว่า 20 ปี และไม่ปรากฏพยานหลักฐานในระดับที่ชี้ขาดความรับผิดชอบทางอาญาของเจ้าหน้าที่รัฐรายบุคคลได้ แต่คำให้การของญาติผู้เสียหายเกือบทุกรายสอดคล้องกันว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุมีพฤติการณ์บ่งชี้ถึงการใช้อำนาจรัฐ อาทิ แต่งเครื่องแบบคล้ายทหารหรือตำรวจ พกพาอาวุธปืน ใช้ยานพาหนะของราชการ และปฏิบัติการเป็นกลุ่มอย่างมีระบบ

“เมื่อมีหลักฐานเบื้องต้นบ่งชี้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ภาระในการแสดงหลักฐานหักล้างจึงต้องเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ เพราะรัฐเป็นผู้ครอบครองข้อมูลและบันทึกหลักฐานทั้งหมด ประชาชนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้” นายวสันต์ กล่าว

นอกจากนี้ กสม. ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงระบบ 3 ประการ ได้แก่ 1. ขาดระเบียบปฏิบัติในการควบคุมตัวที่ชัดเจนในพื้นที่ชายแดนและกลุ่มชาติพันธุ์ 2.เจ้าหน้าที่ขาดความรู้ความเข้าใจในพันธกรณีระหว่างประเทศ ขัดต่ออนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (CAT) และอนุสัญญาคนหาย (ICPPED) 3.กลไกรับเรื่องร้องเรียนล้มเหลวในการสร้างความเชื่อมั่น เพราะญาติผู้เสียหายยังคงหวาดกลัวเรื่องความปลอดภัยแม้เวลาจะผ่านไปกว่าสองทศวรรษ

กสม. จึงมีมติส่งข้อเสนอแนะไปยังกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ให้เร่งดำเนินการ 3 มาตรการเร่งด่วน ให้ประสานสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ จัดเก็บ DNA ของญาติผู้สูญหายทุกราย เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับศพนิรนามที่เคยพบในพื้นที่เชียงใหม่และเชียงรายช่วงปี 2543-2546 ซึ่งยังไม่ได้พิสูจน์ตัวตน ชดเชยเยียวยาแก่ครอบครัวผู้เสียหายตามหลักเกณฑ์โดยไม่ต้องรอให้ผลคดีอาญาสิ้นสุด พร้อมออกเอกสารรับรองสถานะผู้ถูกบังคับให้สูญหาย และรายงานความคืบหน้าให้ญาติทราบเป็นลายลักษณ์อักษรทุก 90 วัน และร่วมมือกับกองทัพบกและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปรับปรุงกฎระเบียบการจับกุมควบคุมตัวให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้สูญหายฯ โดยเฉพาะพื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์ พร้อมจัดตั้งกลไกร้องเรียนที่มีล่ามภาษาท้องถิ่นและระบบคุ้มครองผู้ร้องเรียนอย่างจริงจัง