เมื่อวันที่ 19 พ.ย. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กลุ่ม สว.สำรอง นำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว เข้ายื่นหนังสือถึงประธาน กกต. ขอให้ดำเนินคดีอาญากับพยานที่กลับคำให้การในคดีฮั้วเลือก สว. ทุกราย พร้อมดำเนินดดีกับผู้ที่พยานอ้างว่ามีการข่มขู่เพื่อให้การเท็จ

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า การกลับคำให้การของพยานในคดีนี้ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะคาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าหลังเปลี่ยนรัฐบาลจะมีขบวนการเข้าหาพยาน เพื่อให้กลับคำให้การ ลดทอนน้ำหนักของการสอบสวนที่คณะอนุกรรมการสอบสวนชุดที่ 26 สอบไว้อย่างแน่นหนา ยอมรับว่า พยานที่กลับคำให้การนี้ซึ่งมีชื่ออักษรย่อ “อ” จาก จ.ขอนแก่น เป็นพยานที่มีน้ำหนักเพราะเป็นพยานที่ยอมรับว่าเป็นผู้จัดหาผู้มาลงสมัคร แต่มากลับคำภายหลังโดยอ้างว่าถูกข่มขู่ จึงขอเรียกร้องต่อ กกต.ให้ดำเนินการ 1.ตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับคำให้การของผู้กลับคำให้การทุกราย และชั่งน้ำหนักกับคำให้การเดิมที่มีรายละเอียดที่ชัดเจน สอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่นที่มีมากและมีความน่าเชื่อถือกว่า

2.ขอให้เพิกถอนสิทธิในการถูกกันตัวเป็นพยาน ของบุคคลที่กลับคำให้การ และเอาผิดตามกฎหมาย ซึ่งมีโทษทั้งจำทั้งปรับและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 3.ดำเนินคดีกับผู้กลับคำให้การทุกรายข้อหากระทำการอันเป็นเท็จเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่า ผู้สมัครผู้ใดกระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งวุฒิสภา 2561 มาตรา 78 และ 4. ให้สอบสวนถึงรายละเอียดของผู้ที่ถูกอ้างว่าเป็นผู้ข่มขู่หรือบังคับหลอกลวงในการให้การก่อนหน้านี้ตามที่ผู้กลับคำให้การกล่าวอ้างในทุกราย เพื่อดำเนินคดีกับบุคคลนั้นอย่างถึงที่สุดในข้อหาข่มขืนใจ หรือกระทำการใดให้ผู้อื่นกระทำการหรือไม่กระทำการอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 309

พล.ต.ท.คำรบ ยังกล่าวถึงการเลือกประธาน กกต.คนใหม่ ว่า มีข้อสังเกตจากนักวิชาการจำนวนมาก เนื่องจากการประชุมเมื่อวันที่ 18 พ.ย.ที่ผ่านมา มีว่าที่ กกต. 2 คนที่ยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ เข้าร่วมประชุมเพื่อเลือกประธาน กกต.คนใหม่ จะถือว่ามีความเหมาะสมหรือมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายหรือไม่ หรือ กกต.มีระเบียบอะไรพิเศษที่รองรับตรงนี้ก็ขอให้ชี้แจง ทั้งนี้มองว่ามีความสำคัญเพราะว่าที่ กกต. 2 คน หากไม่มีอำนาจอาจจะทำให้ผลการเลือกประธาน กกต.ออกมาเป็นอย่างอื่นก็ได้