สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 20 พ.ย. ว่า ข้อมูลอย่างเป็นทางการจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนี เผยให้เห็นว่า มูลค่าการค้ารวมระหว่างเยอรมนีกับจีน ตั้งแต่เดือน ม.ค.-ก.ย. ปีนี้ เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็นเกือบ 186,000 ล้านยูโร (ราว 7 ล้านล้านบาท)

ในช่วงเวลาเดียวกัน ตัวเลขการค้าระหว่างเยอรมนีกับสหรัฐ กลับลดลงเกือบ 4% เหลือต่ำกว่า 185,000 ล้านยูโร (ราว 6.9 ล้านล้านบาท)

อนึ่ง จีนเคยเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเยอรมนี ระหว่างปี 2559-2566 แต่สหรัฐขยับขึ้นมาครองตำแหน่งดังกล่าวในปี 2567 เนื่องจากรัฐบาลเบอร์ลิน พยายามลดการพึ่งพาทางเศรษฐกิจที่มีมาอย่างยาวนานกับจีน

“สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบด้านลบจากภาษีของรัฐบาลวอชิงตัน ที่มีต่อการส่งออกของเยอรมนีไปยังสหรัฐ” นายคาร์สเตน บเชสกี นักเศรษฐศาสตร์จากบริษัท ไอเอ็นจี กล่าว

ภายใต้ข้อตกลงที่บรรลุเมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา การส่งออกของสหภาพยุโรป (อียู) ไปยังสหรัฐ ต้องเผชิญกับภาษีพื้นฐาน 15% ซึ่งถือว่า “สูงมาก” เมื่อเทียบกับช่วงก่อนที่ทรัมป์จะกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และภาษีข้างต้นเป็นภาระที่หนักหนาสำหรับเศรษฐกิจของเยอรมนี ซึ่งประสบปัญหาอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม สหรัฐยังคงเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของเยอรมนี สำหรับสินค้าหลายรายการ ตั้งแต่รถยนต์ ไปจนถึงยา อีกทั้งเยอรมนีมีดุลการค้าเกินดุลสูงกับสหรัฐ

ทั้งนี้ บเชสกีกล่าวเพิ่มเติมว่า การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด ยังแสดงให้เห็นถึงความท้าทายสำหรับเยอรมนี ในการพยายามผ่อนคลายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งกับจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมแร่ธาตุหายาก เซมิคอนดักเตอร์ และสินค้านำเข้าอื่น ๆ จากจีน.

เครดิตภาพ : AFP