เมื่อวันที่ 20 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากสถานการณ์ชายแดนตึงเครียดทำให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้าน จ.สุรินทร์ ต่างไม่มั่นใจในสถานการณ์และความปลอดภัย ครอบครัวได้มีการนำผู้สูงอายุ เด็ก ผู้ป่วยติดเตียง และผู้พิการอพยพไปอยู่กับญาติและวัดต่างๆ ล่วงหน้ากันบ้างแล้ว โดยเฉพาะที่วัดแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ แม้ยังไม่ได้มีการประกาศให้เป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวก็ตาม แต่ทางวัดก็อนุญาตให้ชาวบ้านที่เป็นกลุ่มเปราะบางได้เข้ามาพักอาศัยได้ก่อน ขณะที่บางครอบครัวก็พากันไปลงทะเบียนไว้ก่อนแล้ว ขณะที่พระสงฆ์และสามเณรของวัดก็ได้ช่วยกันทำความสะอาดพื้นที่เพื่อรองรับผู้อพยพหากมีสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นอีกด้วย โดยผู้ที่อพยพมาก่อน จะต้องช่วยกันหุงหาอาหารทำกินกันเองไปก่อน

ทั้งนี้ที่วัดดังกล่าวมีผู้อพยพมาอยู่แล้ว 10 คน ในจำนวนนี้มีผู้ป่วนติดเตียง 4 คน ขณะที่วัดอีกแห่งในพื้นที่ ต.ในเมือง อ.เมืองสุรินทร์ ก็มีผู้อพยพไปอยู่แล้ว 28 คน มีผู้ป่วยติดเตียง 1 คน โดยพระครูศรีสุนทรสรกิจ เจ้าอาวาสวัดดังกล่าวพร้อมรับผู้อพยพและช่วยเหลือดูแลในสิ่งที่ขาดต่อไป

นางหนูบรรณ์ พุดลา อายุ 60 ปี กล่าวว่า ตนพาสามีและลูกชายที่ป่วยติดเตียงทั้ง 2 คน มาอยู่ที่วัด เนื่องจากกลัวสถานการณ์ เห็นบอกว่าจะเอาจริงหลายครั้งแล้ว เมื่อไหร่จะเอาจริงสักที เหนื่อยแล้วที่ต้องอพยพมาอยู่ที่วัดครั้งที่ 4 แล้ว ไม่ใช่อยากมาอยู่ ทั้งลำบากและเกรงใจเจ้าอาวาสด้วย ตนจำเป็นต้องมา อยากให้ทหารจัดให้จบๆ สงสารทหารด้วย อากาศก็หนาว ทั้งสู้ น่าสงสารทั้งทหารทั้งชาวบ้าน ปัจจุบันที่ อ.กาบเชิง แทบไม่มีอะไรจะซื้อกินกันแล้ว แทบไม่มีคนอยู่ เงินซื้อกินก็ไม่มีจะอดตายกันแล้ว จะเอายังไงก็เอา จะจัดยังไงก็จัดให้เร็วๆ ด้วย

นางจันทิมา คุณาบัณฑิต อายุ 66 ปี กล่าวว่า ที่ตนอพยพมาก่อนเพราะกลัวลูกปืน ข้าวก็ยังไม่ได้เกี่ยว ลำบากมากตอนนี้ อยากให้ทางการจัดการให้เรียบร้อยไปเลย ยอมลำบาก รำคาญเขมร ประชาชนไม่มีอันจะกินแล้ว ทำมาหากินอะไรก็ไม่ได้ กลัวลูกปืนหมดเลย ระแวงกันหมด เงินทองไม่ค่อยมี อพยพกี่ครั้งแล้ว ฝากถึงนายกรัฐมนตรีให้จัดการให้เรียบร้อย ทหารเขมรเหิมเกริม ยั่วยุมาก สงสารทหารไทย ทหารแนวหน้าลำบากใจมาก จะทำอะไรก็ไม่ได้ รอแต่คำสั่งๆ ประชาชนยอมลำบากเคยโดนลูกปืนเขมรมาแล้ว เกือบตายครั้งหนึ่งแล้วสมัยเขมรแดง อยากให้จัดการเขมรให้หมดไป