วันที่ 21 พ.ย.68 ผศ.สุรพศ ทวีศักดิ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต โพสต์ข้อความระบุว่า
”ปัญหาการเปรียบเทียบทักษิณกับอานนท์
ฝ่ายก้าวหน้ามักเปรียบเทียบทักษิณกับนักกิจกรรมทางการเมืองว่านักกิจกรรมทางการเมืองอย่างอานนท์เป็นต้นไม่ได้รับความยุติธรรมติดคุก ลี้ภัยการเมือง ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม ฯลฯ แต่ทักษิณ #ดีลปีศาจแลกเสรีภาพประชาชน เอาตัวรอดคนเดียว
จำได้ว่าตอนอภิปรายชั้น 14 รังสิมันต์ โรมยกตัวอย่างเคสตัวเองถูกจับกุมตอนออกมาทำกิจกรรมการเมือง เข้าเรือนจำถูกถอดเสื้อผ้า และถูกกระทำต่างๆ ที่เป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่ทักษิณได้อภิสิทธิ์ป่วยทิพย์ชั้น 14
ผมไม่ได้บอกว่า “เปรียบเทียบไม่ได้” เพียงแต่มีคำถามว่าเป็นการ #เปรียบเทียบที่สมเหตุสมผล หรือไม่ การเปรียบเทียบเช่นนี้อาจทำให้เกิด “ความเข้าใจผิด” ได้หรือไม่ว่าต้องให้ทักษิณติดคุกในคดี 112 แบบเดียวกับนักกิจกรรมทางการเมืองคนอื่นๆ จึงนับว่ายุติธรรม? หรือการที่นักกิจกรรมทางการเมืองออกคุกไม่ได้ ก็เป็นเพราะความผิดของทักษิณคนเดียวที่ดีลกลับบ้านแล้ว “ไม่ช่วย” คนเหล่านั้นออกจากคุก?
ความคิดที่ว่าต้องให้ทักษิณติดคุกเหมือนนักกิจกรรมคนอื่นๆ จึงยุติธรรมเป็น “ความคิดที่ผิด” เพราะแกนนำเคลื่อนไหวทางการเมืองและนักการเมืองที่โดน 112 ไม่ได้มีแต่ทักษิณเท่านั้นที่ไม่ติดคุก ดังนั้น ถ้าใช้ตรรกะว่าทักษิณต้องติดคุกเหมือนนักกิจกรรมทางการเมืองจึงยุติธรรม มันก็ต้องตั้งคำถามอีกว่าแล้วนักการเมืองที่โดน 112 ทุกคน นักกิจกรรมที่โดน 112 ทุกคนต้องติดคุกทั้งหมดใช่ไหมจึงยุติธรรม ซึ่งมันเป็นตรรกะที่ผิด เพราะเราพูดอยู่ตลอดว่าตามหลักการ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนต้องไม่มีใครติดคุกเพราะ 112 หรือไม่ควรมี 112
หรือบางคนไม่ได้บอกว่าทักษิณควรติดคุกจากคดี 112 หรือคดีที่คณะ รัฐประหาร กล่าวหา แต่เมื่อแพทองธารไปเยี่ยมพ่อแล้วเล่าถึงปัญหาสุขภาพ ความเครียดของทักษิณ พวกเขาก็จะบอกว่าแล้วเคยคิดถึงคนแบบอานนท์และคนอื่นๆ บ้างไหม?
ความคิดในย่อหน้าข้างบนต้องการจะบอกว่าปัญหาอยู่ที่ “ทักษิณไม่ช่วยคนออกคุกด้วยการนิรโทษกรรม 112” ซึ่งประเด็นนี้เราวิจารณ์หรือประณามทักษิณและเพื่อไทยได้ ขณะเดียวกันเราก็ควรมอง “ข้อเท็จจริง” บริบทอื่นๆ ประกอบด้วย โดยเฉพาะ “ธง” ของรัฐพันลึกในการกดปราบนักโทษ 112 และ “ธง” ของการนิรโทษกรรม 112 เพราะการดูหรือมองเห็นปัญหาของธงในการใช้อำนาจของรัฐพันลึกตามเป็นจริง จะทำให้เราไม่ลืมข้อเท็จจริงว่าเรื่องจะให้ใครติดคุก ให้ประกันได้ไม่ได้ นิรโทษกรรมได้ไม่ได้ เป็นอำนาจของรัฐพันลึก ซึ่งยังไม่มีใครรู้ว่าจะชนะอำนาจเช่นนี้ได้อย่างไร
อีกส่วนหนึ่งคือ ควรดู “บริบท” ของทักษิณเองด้วยหรือไม่ว่าเขาโดนรัฐพันลึกทำรัฐประหาร ยึดทรัพย์ และยังมีคดีอื่นๆ อีกเท่าไรที่รัฐพันลึกต้องเล่นงานเขาแน่ๆ หากทำอะไรผิดเงื่อนไขในการดีล? การพิจารณาเรื่องพวกนี้อาจจะทำให้เราเข้าใจได้ว่าทำไมทักษิณ “ไม่กล้า” ช่วย แม้เรายังยืนยันได้ว่า “ถึงจะอย่างไรการไม่ช่วยก็ยังผิดอยู่ดี” แต่อย่างน้อยถ้าเราเข้าใจตามเป็นจริงว่าคนที่เขาไม่ช่วยเพราะเขามีโซ่ตรวนพันธนาการอยู่ที่ตนเองก็ยังดิ้นไม่หลุด ขนาดไม่แตะอะไรเกี่ยวกับ 112 เลย ก็ถูกเล่นงานมากขนาดนี้ ถ้าแตะจะขนาดไหน ดังนั้น เขาควรมีสิทธิประเมินสถานการณ์ของตนเองต่างจากเราหรือไม่
ถ้าพูดในทางหลักการมันถูกแน่นอนว่า “ควรสู้” ถ้าแพ้ก็ลุกขึ้นสู้ใหม่ หาทางสู้กันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะชนะ อันนี้ถูก ควรเป็นเช่นนี้ แต่โลกของความเป็นจริงทุกคนต่างประเมินเรื่องสู้-ไม่สู้ตาม “บริบทของตนเอง” กันทั้งนั้นไม่ใช่หรือ เช่นบางคนเลือกสู้แม้ยังอยู่ในคุก บางคนเลือกลี้ภัย บางคนเลือกวิธีที่ยังปลอดภัย เป็นต้น แม้แต่พรรคการเมืองที่ประกาศแก้ 112 ก็ยังจำเป็นต้องถอยมาตั้งหลัก หรือกระทั่งประนีประนอมผ่านเกมโหวตอนุทินเป็นนายกฯ เป็นต้น
แต่ปัญหามีว่า เมื่อ #ทักษิณเป็นผู้นำทางการเมือง เขาต้องมีสามัญสำนึก มโนธรรม มนุษยธรรมในการปกป้องเสรีภาพและความยุติธรรมของคนที่ติดคุก คนเสื้อแดงที่ตาย ถูกอุ้มหาย อุ้มฆ่า ในฐานะผู้นำทางการเมืองเขาต้อง #คืนความยุติธรรม ให้คนเหล่านี้ ไม่ใช่เอาตัวรอดคนเดียว และทำทุกสิ่งเพื่ออำนาจและผลประโยชน์ทางการเมืองของชินวัตรเท่านั้น
แต่ข้อเรียกร้องที่ว่าทักษิณในฐานะผู้นำทางการเมืองต้อง “คืนความยุติธรรม” ให้คนเสื้อแดง และนักกิจกรรมที่โดน 112 หรือคดีการเมืองอื่นๆ เมื่อพรรคของเขามีอำนาจทางการเมือง แม้จะมี “เหตุผล” แต่ถ้าเราให้น้ำหนักกับเหตุผลนี้ “เกินจริง” อาจทำให้เรา “สรุปผิดๆ” ว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจากทักษิณ เขาควรรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว? หรือแม้ใช้ความเข้าใจตามจริงว่า “ปัญหาทั้งหมดไม่ใช่เกิดจากทักษิณ” แต่เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าทักษิณและเพื่อไทยแก้ปัญหาพวกนี้ได้แน่นอน ถ้าทำได้แน่ๆ แล้วพวกเขาไม่อยากจะทำจริงๆ หรือ หรือว่าพวกเขาคิดอยากทำเรื่องอื่นให้สถานะและอำนาจของพวกเขาแข็งแรงมั่นคงกว่านี้ก่อนค่อยหาทางช่วย(?) เรื่องนี้ผมไม่รู้ ไม่ได้คิดแทน แค่ลองตั้งคำถาม
สุดท้าย เมื่อเรามองทักษิณในฐานะ “ผู้นำทางการเมือง” เรายิ่งควรตระหนักถึง “การเปรียบเทียบที่สมเหตุสมผล” หมายถึง การเปรียบเทียบบุคคลที่มีสถานะ อำนาจและความรับผิดชอบแบบเดียวกัน เพื่อนำไปสู่ข้อสรุปที่สมเหตุสมผล ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับผู้นำทางการเมืองด้วยกันในบริบทความขัดแย้งสองทศวรรษ ทำไมคนทำรัฐประหาร คนสั่งสลายการชุมนุม 100 ศพไม่ติดคุกแม้แต่วันเดียว แต่ทักษิณโดนยึดทรัพย์ ลี้ภัย ติดคุกคดีจากรัฐประหาร โดน 112 และอื่นๆ เมื่อเปรียบเทียบ “ผู้นำทางการเมืองด้วยกัน” เห็นได้ชัดว่าทักษิณคือผู้แบกความอยุติธรรมอำมหิตแต่เพียงผู้เดียว ผู้นำคนอื่นๆ ลอยนวลพ้นผิด มีเกียรติยศในรัฐพันลึก และกลับสู่เวทีการเมืองอย่างไร้มลทินจากความผิดทางกฎหมายใดๆ
แล้วทำไมทักษิณควรออกไปจากการเมือง ขณะที่พวกทำรัฐประหารตั้งพรรคการเมืองของพวกตนเองได้ เข้ามามีตำแหน่งทางการเมืองได้อย่างไร้มลทินมัวหมอง คนสั่งสลายการชุมนุมทางการเมืองก็คืนสู่การเมืองอย่างไม่ถูกต่อต้านเหมือนทักษิณถูกต่อต้านจากทุกฝ่าย เป็นจำเลยของทุกฝ่าย ในสถานการณ์เป็นจริงเช่นนี้ ถ้าทักษิณออกไปจากการเมืองจะทำให้ขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเข้มแข็งขึ้นอย่างไร
สรุป เมื่อเปรียบเทียบกับผู้นำทางการเมืองคนอื่นๆ ทักษิณคือผู้แบกรับความอยุติธรรมคนเดียว แต่คนเดียวที่อยู่ในอุ้งตีนของรัฐพันลึกนี้คือคนที่ถูกตราหน้าว่าไร้อุดมการณ์ ไร้สามัญสำนัก ไม่มีมโนธรรม ไม่มีมนุษยธรรมเห็นอกเห็นใจนักโทษ 112 และผู้ลี้ภัยทั้งหลายเลย ไม่ยอมช่วยใดๆ เลย
ส่วน “พวกผู้นำที่ลอยนวลพ้นผิด” ที่สั่งสลายการชุมนุม 100 ศพ ทำรัฐประหารและสร้างระบบอยุติธรรมทั้งหมดถูก “ความเลว” ของทักษิณบดบังไม่ให้เรามองเห็นไปแล้วหรือไม่ หรือถึงเรา “มองเห็นชัดมาก” แต่ก็ไม่รู้จะทำอะไรกับพวกเขาได้ จึงรุมด่าด่าทักษิณทุกมิติกันดีกว่า มีข่าวความเครียด ปัญหาสุขภาพตามวัยชราของเขาขณะติดคุกก็เอามาแซะ มาเปรียบเทียบกับอานนท์และคนอื่นๆ เพื่อแสดงถึงความีอุดมการ์มีสามัญสำนึกรักความยุติธรรมของเราเองเช่นนั้นหรือ
ปล. ผมไม่ได้รับเศษเงินทักษิณแม้แต่บาทเดียว ยินดีให้ตรวจสอบ แค่ตั้งคำถามในอีกมุม ไม่ได้คิดตรงกับฝ่ายก้าวหน้าทุกอย่างในเรื่องความผิดพลาดของทักษิณ ก็ย่อมแสดงออกได้อย่างเสรี
#ประชาธิปไตยคิดต่างจากฝ่ายก้าวหน้าไม่บาปมั้ง #ประชาธิปไตยไม่ด่าไม่สมน้ำหน้าทักษิณไม่บาปมั้ง“



