สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน เมื่อวันที่ 22 พ.ย. ว่า ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน กล่าวถึงร่างแผนสันติภาพ 28 ข้อ ที่สหรัฐเสนอให้กับทั้งรัสเซียและยูเครน ว่ายูเครนกำลังพบกับทางเลือกที่ยากลำบากมาก ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียศักดิ์ศรี หรือเสี่ยงต่อการสูญเสียพันธมิตรคนสำคัญ และเสริมว่า “วันนี้เป็นช่วงเวลายากลำบากที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ของยูเครน”


เซเลนสกีกล่าวว่า ยูเครนกำลังเผชิญกับแรงกดดันมากมาย เพื่อทำให้อ่อนแอและแตกแยก พร้อมทั้งเสริมว่า “ศัตรูไม่ได้หลับใหล” และย้ำว่า “ผลประโยชน์ของชาติต้องถูกนำมาพิจารณา”


ขณะที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย กล่าวระหว่างการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ว่ายูเครนและพันธมิตรยุโรปยังคง “อยู่ท่ามกลางภาพลวงตาและความใฝ่ฝัน ที่จะสร้างความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์ต่อรัสเซียในสนามรบ” และเตือนว่า หากรัฐบาลเคียฟเป็นฝ่ายเดินออกจากการเจรจาตามแนวทางแผนสันติภาพรอบนี้ เมืองอื่นที่ยังเหลืออยู่ในแนวหน้า จะเผชิญชะตากรรมแบบเดียวกับเมืองคูเปียนสก์ ที่รัสเซียเพิ่งยึดได้เมื่อไม่นานมานี้


ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวว่า วันที่ 27 พ.ย. ถือเป็น “ช่วงเวลาที่เหมาะสม” ในการ “กำหนดเส้นตาย” ให้เซเลนสกีต้องยอมรับข้อตกลง แต่เปรยว่า “อาจมีความยืดหยุ่น” ทรัมป์กล่าวด้วยว่า เงื่อนไขทั้ง 28 ข้อ “ดีสำหรับเซเลนสกี” อย่างไรก็ตาม หากเซเลนสกีไม่ยอมรับ ทรัมป์กล่าวว่า “ยูเครนก็ต้องสู้ต่อไปเอง” และย้ำว่า “สถานการณ์มาถึงจุดที่เซเลนสกีต้องยอมรับบางอย่างแล้ว”


ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญของเงื่อนไขสันติภาพ 28 ข้อ รวมถึง เรื่องของดินแดน ยูเครน “ต้องยอมรับไครเมียและภูมิภาคอื่นที่รัสเซียยึดไป” ซึ่งปัจจุบันรัสเซียยึดครองดินแดนในยูเครนราว 20% รวมถึง โดเนตสก์ ลูฮันสก์ เคียร์ซอน ซาโปริชเซีย และไครเมีย


ขณะเดียวกัน กองทัพยูเครนต้องลดจำนวนกำลังพลอยู่ที่ไม่เกิน 600,000 นาย พร้อมทั้งต้องทิ้งการครอบครองอาวุธพิสัยไกลทั้งหมด และจะมีการห้ามส่งกำลังทหารตะวันตกเข้าสู่ยูเครนโดยเด็ดขาด อีกทั้งยูเครนต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าจะไม่เป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) “อย่างเด็ดขาด”.

เครดิตภาพ : AFP