เริ่มตั้งแต่ตัวเลข 200 เสียงบวกลบ ที่  “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ”  ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ออกมาประกาศเสียงดังลั่น แต่คนการเมืองส่วนใหญ่ส่ายหน้า บอกชัดว่าเป็นแค่การ “ปลุกขวัญตัวเอง” เพื่อหยุดเลือดไหล หลัง  “สส.บ้านใหญ่” ในภาคอีสาน ทยอยย้ายค่ายเพราะสัญญาณการเมืองเปลี่ยนทิศ จากคลิปเสียง “อังเคิล”  ที่สั่นสะเทือนอย่างหนัก ทำให้ฐานเสียงพรรคหลุดมือแบบน่าใจหาย

ซ้ำร้าย “อิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตร ก็ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรค เพราะกังวลเรื่องข้อกฎหมายหลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสิทธิ์ทางการเมือง ทำให้ภาพลักษณ์ “พรรคแดง” ยิ่งสั่นคลอน  แม้ “พรรคเพื่อไทย” จะรีบตั้งการ์ดสู้ประกาศยกเครื่อง เปลี่ยนหัวหน้า และ กก.บห.ใหม่ แต่ทุกอย่างยังอยู่ภายใต้ “เงาตระกูลชินวัตร” และ “นายใหญ่” ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่แม้ถูกคุมขังในเรือนจำจากคดีชั้น 14 แต่ยังเป็นศูนย์รวมพลัง “พรรคแดง” อย่างไม่ต้องสงสัย

“พรรคเพื่อไทย” พยายามลุยงานฝ่ายค้าน เพื่อพิสูจน์บทบาทตรวจสอบ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ของ “นายกฯอนุทิน” ชาญวีรกูล  โดยหวังดึงฐานเสียงเก่าให้แน่น ไม่ให้ย้ายขั้วในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ

ขณะเดียวกัน พรรคก็ต้องเร่งเสริมกำลัง เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครใหม่ ทั้งกลุ่มกำแพงเพชร นำโดย “วราเทพ รัตนากร”  และบ้านใหญ่ “กลุ่มอัศวเหม”  เพื่อทดแทนทีมที่ไหลออก หลังล่าสุดมีภาพ “สุดารัตน์” พิทักษ์พรพัลลภ สส. อุบลราชธานี  และ “ชูศักดิ์” แม้นทิม สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ไปโผล่ร่วมวงอาหารกับ “เนวิน” ชิดชอบ  ผู้นำทางจิตวิญญาณ “พรรคภูมิใจไทย”  ทำให้กระแสยิ่งคุกรุ่น เพราะก่อนหน้า “หัวหน้าพรรคเพื่อไทย” ยังยืนยันว่า “สุดารัตน์” ไม่ได้ไปไหน

แต่เรื่องที่ทำให้ “พรรคแดง” สะเทือนสุดๆ คือสถานการณ์ของ “ทักษิณ” ที่กำลังเผชิญคดีซ้อนคดีหลังถูกจำคุก 1 ปี จากคดีชั้น 14  และต่อมาอัยการสูงสุดยังยื่นอุทธรณ์คดีมาตรา 112   ที่ถูกมองว่าเป็นเกมสกัดไม่ให้ออกมาช่วยหาเสียงเลือกตั้ง 

 แถมยังเจอศาลฎีกาสั่งให้จ่ายภาษีขายหุ้นชินคอร์ปย้อนหลัง 17,600 ล้านบาท สองดอกหลังนี้แทงลึกจนคนใน “ตระกูลชินวัตร” ต้องออกมาแสดงความเจ็บปวด ผ่าน “พานทองแท้  และ “พินทองทา” ชินวัตร ลูกชาย และลูกสาวคนกลาง  

พร้อมคำเปิดใจของ “แพทองธาร” ลูกสาวคนเล็ก ที่ระบุว่า  “ทักษิณ” เตรียมเข้าโครงการ “ธรรมนาวาวัง” ภายในเรือนจำ 

“ถ้าพูดถึงตอนนี้ ดิฉันเองก็ถอยออกจากการเมืองเยอะมากๆ แทบจะถอยทั้งหมดแล้ว ก็ปล่อยทั้งพรรคลุยไป คงต้องดูแลจิตใจคุณพ่อ” แพทองธาร ระบุ

ในมุมมนุษยธรรม ยอมรับว่า เป็นเรื่องน่าเห็นใจคน “ตระกูลชินวัตร” ที่ถูกเล่นงานซ้ำซาก แต่ในมุมการเมือง นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยมองว่า กำลังเรียกคะแนนสงสาร  และอาจถูกหยิบมาใช้เป็นยุทธศาสตร์ในช่วงที่พรรคกำลังอ่อนแรง เพราะการไม่มี “นายใหญ่” ออกมาช่วยเลือกตั้งเท่ากับเสียการสร้างกระแส และการดีลทางการเมืองกับเครือข่ายต่างๆ

ผลกระทบนี้ยังลามไปถึงขวัญกำลังใจของ “สส.พรรคเพื่อไทย” คนที่ลังเลก็พร้อมย้ายค่ายง่ายขึ้น จึงต้องจับตาว่าแกนนำรุ่นใหญ่ทั้ง “สุริยะ” จึงรุ่งเรืองกิจ และ “สมศักดิ์” เทพสุทิน จะอยู่กับพรรคครบฝั่งหรือไม่ ยิ่งเมื่อ “บ้านจันทร์ส่องหล้า” ยังต้องเผชิญภาระภาษีมหาศาลอีก อาจทำให้ท่อน้ำเลี้ยงตัน

ทั้งหมดนี้ทำให้ตัวเลขประเมินเสียงของพรรคเพื่อไทยในเลือกตั้งครั้งหน้า ถูกหั่นจาก 200 เสียง เหลือเพียง 50–70 เสียงเท่านั้น ตามการประเมินของกูรูการเมืองหลายราย ที่มองตรงกันว่าการที่ “สีน้ำเงิน” ต้องการขึ้นเป็นอันดับ 1 ทำให้ดูด สส. จาก “พรรคแดง” แบบจัดหนัก เพื่อเตรียมชนกับ “พรรคประชาชน” ต่อไป

จึงเกิดคำถามใหญ่ที่สังคมการเมืองกำลังจับตามองว่า “คะแนนสงสาร” จากชะตากรรมของ “ทักษิณ” และความเจ็บปวดของคน “ครอบครัวชินวัตร” จะเพียงพอให้ “พรรคเพื่อไทย” หยุดเลือดไหล ฟื้นคะแนน และไม่กลายเป็น “พรรคต่ำร้อย” อย่างที่ถูกปรามาสหรือไม่.