เร่งระดมทุน 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

หนึ่งในผลลัพธ์เชิงรูปธรรมของ COP30 คือการเดินหน้าระดมทุนด้านสภาพภูมิอากาศให้มากขึ้น โดยข้อเสนอ “Baku-to-Belém Roadmap” ตั้งเป้าให้สามารถระดมเงินจากทั้งรัฐบาลและภาคเอกชนรวมมากกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีภายใน
ปี 2035 โดยเงินจำนวนนี้จะเน้นสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาเป็นหลัก เพื่อช่วยให้เร่งรับมือกับวิกฤติภูมิอากาศได้ทันเวลา

สิ่งที่จะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือ ประเทศกำลังพัฒนาจะมีโอกาส เข้าถึงเงินสนับสนุนแบบให้เปล่ามากขึ้น (Grant) หมายความว่า โครงการด้านสภาพภูมิอากาศในประเทศเหล่านี้ เช่น การฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่า การพัฒนาแหล่งน้ำ การป้องกันภัยพิบัติ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือการช่วยเหลือชุมชนที่ได้รับผลกระทบ จะได้รับเงินสนับสนุนโดยไม่ต้องชำระคืน ซึ่งถือเป็นการลดภาระหนี้และทำให้ประเทศยากจนหรือเปราะบางสามารถลงมือทำได้จริง

นอกจากนี้ ยังมีการนำเครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่เข้ามาเสริม เช่น การแลกเปลี่ยนหนี้เพื่อสภาพภูมิอากาศ (debt-for-climate swaps) ซึ่งช่วยให้ประเทศที่มีภาระหนี้สูงสามารถนำเงินที่ควรชำระคืนไปใช้ทำโครงการด้านสิ่งแวดล้อมแทน และการเงินแบบผสม (blended finance) ที่เป็นการใช้เงินจากหลายแหล่ง ทั้งรัฐ เอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มความมั่นใจและดึงดูดนักลงทุนรายใหญ่ให้เข้ามาร่วม

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ การเปิดตัว กองทุนอนุรักษ์ป่าฝนเขตร้อน” (Tropical Forests Forever Facility: TFFF) เพื่อสนับสนุนประเทศเขตร้อนที่สามารถรักษาพื้นที่ป่าฝนของตนไว้ได้จริง โดยกองทุนดังกล่าวจะให้เงินตอบแทนตามผลงานที่พิสูจน์ได้ ไม่ใช่การให้ล่วงหน้า ซึ่งปัจจุบันสามารถระดมทุนได้แล้วกว่า 6.7 พันล้านดอลลาร์

การปรับตัวและความเป็นธรรม

ในมิติของการ ปรับตัว” (Adaptation) ที่ประชุมมีมติให้เพิ่มเงินช่วยเหลือแก่ประเทศที่มีความเปราะบาง โดยตั้งเป้าขยายเม็ดเงินสนับสนุนให้มากขึ้นหลายเท่าภายในปี 2035 เพื่อช่วยให้ประเทศ เหล่านี้รับมือภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ
ได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม เป้าหมายดังกล่าวถูกเลื่อนเวลาออกไปจากเดิม ทำให้บางประเทศวิจารณ์ว่าไม่ทันต่อสถานการณ์เร่งด่วนที่โลกกำลังเผชิญอยู่

ขณะเดียวกัน ประเด็นด้าน ความเป็นธรรม” (Justice) ในการรับมือกับสภาพภูมิอากาศก็ถูกผลักดันให้มีความเด่นชัดยิ่งขึ้น ด้วยการจัดตั้ง กลไกการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม” (Just Transition Mechanism) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจะไม่ละเลยหรือทิ้งกลุ่มใดไว้ข้างหลัง โดยครอบคลุมถึงกลุ่มแรงงาน ชนพื้นเมือง และประชากรทั้งหญิงและชายอย่างเท่าเทียม

การเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลยังมีความไม่ชัดเจน

แม้จะมีความคืบหน้าด้านการเงินและการปรับตัว ทว่าประเด็นที่เป็นหัวใจของการลดโลกร้อนอย่าง การเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล” (phase-out fossil fuels) กลับไม่ได้ถูกเจาะจงอย่างชัดเจนในสัญญาสุดท้าย โดยคำว่าน้ำมัน ถ่านหิน หรือแก๊สไม่ได้ถูกระบุไว้อย่างชัดเจน การผลักดันโรดแม็ปสำหรับการลดการใช้ฟอสซิลจึงกลายเป็นแผนการดำเนินการแบบ สมัครใจ (voluntary) ที่นำโดยประเทศบราซิลและบางประเทศ ซึ่งจะมีการติดตามผลเพิ่มเติมในการประชุมเดือนเมษายนปีหน้า

หลังการปิดฉากของการประชุม หลายประเทศในยุโรปยอมรับว่าต้องสนับสนุนข้อตกลงที่มีถ้อยคำอ่อนลง เพื่อรักษาความร่วมมือระหว่างประเทศและไม่ให้การเจรจาล้มเหลว ขณะที่กลุ่มประเทศเกาะเล็กซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนมากที่สุดเห็นว่าฉันทามติครั้งนี้ยังไม่เข้มแข็งพอ แต่ก็ถือเป็นความก้าวหน้าในเวทีโลกที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ลูลา ดา ซิลวาประธานาธิบดีบราซิล เผยว่าผลลัพธ์ของ COP30 แสดงให้เห็นว่า แม้โลกจะมีความเห็นต่าง แต่ยังสามารถรวมพลังกันได้ในยามวิกฤติ และส่งสัญญาณว่าบราซิลยังคงเดินหน้าผลักดันแนวทางลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลของตนต่อไป

บทเรียนสำหรับประเทศไทยและอาเซียน

หลังปิดฉาก COP30 สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ โลกกำลังก้าวเข้าสู่ ยุคของการลงมือทำจริง ไม่ใช่เพียงยุคของคำสัญญาทางการเมืองอย่างที่ผ่านมา โดยที่ประชุมได้จัดตั้ง แผนงานเร่งรัด 2 ปี เพื่อผลักดันให้ทุกประเทศทำตามเป้าหมายที่ให้ไว้ ไม่ว่าจะเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (NDCs) หรือการเตรียมตัวรับมือผลกระทบ (NAPs) ซึ่งจะมีโครงการสนับสนุนอย่าง Mission to 1.5°C และ Global Implementation Accelerator เข้ามาช่วยให้การลงมือในแต่ละประเทศเดินได้จริง ไม่ใช่เพียงประกาศบนเวทีสากล

สำหรับประเทศไทยและอาเซียน นี่ถือเป็นสัญญาณเตือนว่า เงินสนับสนุนเพื่อการปรับตัวกลายเป็นประเด็นหลักของโลก โดยเฉพาะประเทศเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุด ประเทศไทยจึงต้องเตรียมความพร้อมให้รอบด้าน ตั้งแต่ข้อมูลในภาคเกษตร พลังงาน อุตสาหกรรม เมือง และระบบนิเวศ เพื่อยื่นขอรับเงินจากกองทุนระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พร้อมกันนี้ ไทยยังควรเดินหน้ากำหนดนโยบายที่สอดคล้องกับแนวคิด “Just Transition” หรือการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจและพลังงานรูปแบบใหม่ที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ทั้งประชาชน แรงงาน และภาคธุรกิจ รวมถึงให้ความสำคัญกับการดูแลป่าต้นน้ำ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการออกแบบเมืองให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อให้ประเทศรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่ผันผวนได้จริงในระยะยาว

โดยสรุปแล้ว COP30 นั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตโดยตรง ทั้งค่าครองชีพ เศรษฐกิจ และความเสี่ยงจากภัยพิบัติ หากประเทศไทยไม่เร่งสร้างความสามารถในการปรับตัวและการอนุรักษ์ อาจเผชิญความเสี่ยงที่จะ ตามไม่ทันโลก ที่กำลังเข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มรูปแบบ วันนี้ทุกประเทศถูกจับตามองว่าจะลงมือเปลี่ยนแปลงจริงแค่ไหน และไทยเองก็ควรเป็นหนึ่งในประเทศที่เดินหน้าอยู่บนเวทีโลก ไม่ใช่เพียงผู้สังเกตการณ์อยู่ข้างสนามเท่านั้น.