นักข่าวมองข่าว นักการเมืองมองคะแนนนิยม นักลงทุนมองตลาด แต่นักยุทธศาสตร์มองสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นก่อนที่คนส่วนใหญ่จะมองเห็น และสิ่งที่ผมเห็นจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซในวันนี้ ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา แต่คือสัญญาณเตือนว่า ระเบียบโลกที่เราคุ้นเคยมานานหลายสิบปีกำลังถูกท้าทายอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

คนไทยจำนวนมากกำลังคิดว่า ข่าวสงครามในตะวันออกกลางเป็นเพียงข่าวต่างประเทศ เป็นเรื่องไกลตัว แต่ความจริงคือ…ทุกครั้งที่ประเทศมหาอำนาจขยับหมากบนกระดานโลก ราคาทองคำขยับ ราคาน้ำมันขยับ ตลาดหุ้นขยับ ค่าเงินบาทขยับ เศรษฐกิจไทยขยับ ความมั่นคงของไทยขยับ และอนาคตของลูกหลานไทยก็ขยับตาม สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นบริเวณช่องแคบฮอร์มุซจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของอิหร่าน สหรัฐอเมริกา หรืออิสราเอล แต่เป็นเรื่องของทุกคนที่เติมน้ำมันรถ ทุกคนที่ทำธุรกิจ ทุกคนที่ส่งออกสินค้า ที่ลงทุนและทุกคนที่กำลังวางอนาคตของครอบครัวอยู่บนแผ่นดินไทย 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ใครจะชนะ หรือใครจะแพ้ แต่คือ ประเทศไทยพร้อมหรือยัง หากวันหนึ่งโลกเปลี่ยนเร็วกว่าความสามารถในการปรับตัวของเรา ประเทศไทยพร้อมหรือยัง หากวันหนึ่งสงครามไม่ได้เริ่มจากเสียงปืน แต่เริ่มจากพลังงาน การเงิน ไซเบอร์ ข้อมูลข่าวสาร และการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก เพราะเมื่อมหาอำนาจกำลังต่อสู้เพื่อกำหนดอนาคตของโลก คนไทยทุกคนต้องช่วยกันตอบให้ได้ว่า เราจะเป็นเพียงผู้รับผลกระทบหรือจะเป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศไทยด้วยตัวเราเอง

เมื่อเช้านี้ ผมเห็นข่าวความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกา อิหร่าน และโอมาน บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลก หลายคนมองเห็นเพียงการโต้ตอบทางการทูต บางคนมองเห็นเพียงการขู่คว่ำบาตร บางคนมองเห็นเพียงความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ แต่ในมุมมองของนักยุทธศาสตร์ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจเป็นมากกว่านั้น เพราะนี่อาจเป็นอีกหนึ่งสัญญาณของ “การเปลี่ยนระเบียบโลก”

ตลอดช่วงเวลาที่ผมเคยมีโอกาสศึกษาและแลกเปลี่ยนความรู้ด้านยุทธศาสตร์ การประเมินสถานการณ์เชิงยุทธศาสตร์ (Net Assessment) ความมั่นคงไซเบอร์ และการบริหารความเสี่ยง กับผู้เชี่ยวชาญจากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. รวมถึงผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานใกล้ชิดกับวงการความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา เพนตากอน กระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกาและมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี สิ่งหนึ่งที่ผมได้รับการปลูกฝังอยู่เสมอ คือ

“อย่ามองเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่จงมองการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง”

วันนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ จึงไม่ใช่เพียงข้อพิพาทระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา แต่คือการแข่งขันเพื่อกำหนดกติกาของโลกในอนาคต ช่องแคบฮอร์มุซเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดของโลก เป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติส่วนสำคัญของโลก เชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกตั้งแต่เอเชีย ยุโรป ไปจนถึงอเมริกา

หากเกิดความไม่แน่นอนในพื้นที่นี้ ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่ที่ตะวันออกกลาง แต่จะสะเทือนไปถึงราคาพลังงาน ค่าขนส่ง การลงทุน ห่วงโซ่อุปทาน ตลาดการเงิน และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจทั่วโลก

แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่า คือ วิธีการต่อสู้ของมหาอำนาจในปัจจุบันเพราะสงครามยุคใหม่ไม่ได้เริ่มต้นจากเสียงปืนเสมอไป แต่เริ่มต้นจากการเงิน การค้า พลังงาน ไซเบอร์ ข้อมูลข่าวสาร และการสร้างความชอบธรรมทางการเมือง สหรัฐอเมริกากำลังใช้อิทธิพลของระบบการเงินโลกและมาตรการคว่ำบาตรเพื่อรักษาระเบียบโลกเดิม

ขณะที่อิหร่านกำลังพยายามสร้างพื้นที่ต่อรองใหม่ผ่านการทูต การสื่อสาร และการสร้างแนวร่วมระหว่างประเทศ นี่คือการแข่งขันของอำนาจที่ลึกกว่าข่าวรายวัน และนี่คือเหตุผลที่ผมมองว่า ประเทศไทยไม่ควรมองเรื่องนี้เป็นเพียงข่าวต่างประเทศ

เพราะโลกกำลังเข้าสู่ยุคแห่งความเปราะบาง ความกังวล ความไม่เชื่อมั่น ความไม่แน่นอน ความซับซ้อน และความยากต่อการคาดการณ์ ในโลกเช่นนี้ ประเทศที่รอให้วิกฤตเกิดก่อนแล้วจึงค่อยแก้ไข จะต้องจ่ายต้นทุนสูงกว่าประเทศที่เตรียมพร้อมล่วงหน้าเสมอ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “ใครจะชนะระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน” แต่คือ “ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างไร” และ “ประเทศไทยเตรียมตัวรับมือแล้วหรือยัง” ผมมองว่า ประเทศไทยควรเร่งดำเนินการอย่างน้อย 5 เรื่องสำคัญ

หนึ่ง ยกระดับการประเมินความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติแบบเรียลไทม์

สอง เสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดการพึ่งพาความเสี่ยงจากเส้นทางขนส่งเพียงไม่กี่เส้นทาง

สาม ยกระดับการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางไซเบอร์ โดยเฉพาะด้านพลังงาน การเงิน การสื่อสาร และการคมนาคม

สี่ พัฒนาขีดความสามารถด้านข่าวกรองเชิงยุทธศาสตร์และการวางแผนตามสถานการณ์สมมติในทุกระดับ

ห้า สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชน เพื่อรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ร่วมกัน

ผมกังวลว่า ในขณะที่โลกกำลังแข่งขันกันเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความมั่นคงไซเบอร์ เทคโนโลยีขั้นสูง พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์ 

ประเทศไทยยังสูญเสียพลังงานจำนวนมากไปกับความขัดแย้งภายใน นักการเมืองบางคนยังคิดถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า ข้าราชการบางส่วนยังติดอยู่กับวิธีทำงานแบบเดิม นักเคลื่อนไหวบางกลุ่มยังมุ่งเอาชนะกันทางความคิดมากกว่าการร่วมกันสร้างอนาคตของประเทศ ทั้งที่โลกภายนอกกำลังเปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน

ผมไม่ได้กังวลว่าไทยจะเลือกข้างผิด แต่กังวลว่าไทยจะปรับตัวไม่ทัน เพราะในศตวรรษที่ 21 ประเทศไทยไม่ได้พ่ายแพ้เพราะขาดทรัพยากร แต่พ่ายแพ้เพราะ “อ่านเกมไม่ออก”

ไม่ได้พ่ายแพ้เพราะขาดคนเก่ง แต่พ่ายแพ้เพราะยังไม่สามารถดึงศักยภาพของคนเก่งทุกภาคส่วนมาทำงานร่วมกันเพื่อเป้าหมายของชาติได้อย่างเต็มที่และไม่ได้พ่ายแพ้เพราะศัตรูแข็งแกร่งกว่าแต่พ่ายแพ้เพราะยังทะเลาะกันเอง ในวันที่โลกกำลังเปลี่ยนกติกาใหม่ โลกไม่ได้รอประเทศไทย และมหาอำนาจก็ไม่ได้หยุดแข่งขันเพื่อรอเรา 

วันนี้จึงไม่ใช่เวลาของการถกเถียงว่าใครถูกใครผิด แต่เป็นเวลาที่คนไทยทุกคนต้องช่วยกันทำให้ประเทศแข็งแรงพอที่จะยืนอยู่ได้อย่างมั่นคงในระเบียบโลกใหม่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว อนาคตของประเทศไทยจะถูกกำหนดโดยความสามารถในการปรับตัวของคนไทย ไม่ใช่โดยความขัดแย้งของมหาอำนาจเพียงอย่างเดียว

และในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเช่นวันนี้ คำกล่าวเชิงยุทธศาสตร์ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีที่ว่า “ผมสั่งวันนี้ ต้องเสร็จเมื่อวาน” อาจไม่ใช่เพียงคำพูดของผู้นำ แต่ควรเป็นวิธีคิดของทั้งประเทศ เพราะประเทศที่ช้ากว่าเหตุการณ์ ย่อมกลายเป็นประเทศที่ถูกเหตุการณ์กำหนดอนาคตเสมอ 

ผมฝากถึงทุกภาคส่วนของประเทศไทยช่วยกันพิจารณาข้อแนะนำต่อไปนี้

ถึงผู้มีอำนาจ…จงกล้าปฏิรูประบบ ก่อนที่วิกฤตจะมาปฏิรูปท่าน

ถึงข้าราชการ…จงทำงานเร็วกว่าปัญหา ไม่ใช่เร็วกว่ากำหนดวาระการประชุม

ถึงภาคธุรกิจ…จงเตรียมพร้อมรับความผันผวนของโลก มากกว่ารอให้โลกมากระทบธุรกิจของท่าน

ถึงนักวิชาการ…จงผลิตความรู้ที่ช่วยประเทศอยู่รอด ไม่ใช่เพียงเพื่อการตีพิมพ์วารสารงานวิจัย

ถึงนักเคลื่อนไหว…จงเปลี่ยนพลังแห่งการคัดค้าน ให้เป็นพลังแห่งการสร้างสรรค์อนาคตของชาติ

ถึงสื่อมวลชน…ขอให้เป็นมากกว่าผู้รายงานข่าว และจงเป็นผู้ช่วยให้สังคมมองเห็นความจริงที่อยู่หลังข่าว

และถึงคนไทยทุกคน…จงอย่าปล่อยให้ความเกลียดชังทางการเมือง ความแตกแยกทางความคิดหรือผลประโยชน์เฉพาะหน้า มาบดบังผลประโยชน์ของชาติในระยะยาว

เพราะเมื่อโลกกำลังเปลี่ยนระเบียบใหม่ ไม่มีใครรอดได้ด้วยตัวคนเดียว ไม่มีหน่วยงานใดรอดได้ด้วยตัวหน่วยงานเดียว และไม่มีรัฐบาลใดปกป้องประเทศได้ หากประชาชนไม่ลุกขึ้นมาช่วยกัน

โลกไม่ได้รอประเทศไทยและมหาอำนาจก็ไม่ได้หยุดแข่งขันเพื่อรอเรา วันนี้จึงไม่ใช่เวลาของการถามว่า “ใครถูก ใครผิด” แต่เป็นเวลาของการถามว่า “เราจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยแข็งแรงพอที่จะยืนอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีในระเบียบโลกใหม่” 

เพราะสภาวะปัจจุบันและอนาคตของประเทศไทยจะไม่ถูกกำหนดที่วอชิงตัน ดีซี จะไม่ถูกกำหนดที่เตหะราน จะไม่ถูกกำหนดที่กรุงปักกิ่งหรือมอสโก และจะไม่ถูกกำหนดที่เมืองหลวงของมหาอำนาจใด แต่จะถูกกำหนดโดยการตัดสินใจของคนไทยและต้องปราศจากอัลกอลิทึมต่างชาติที่กำลังถอดรหัสชุดความคิดของคนไทยอยู่ตอนนี้

“มหาอำนาจกำลังต่อสู้เพื่อกำหนดอนาคตของโลก แต่คำถามสำคัญคือ คนไทยพร้อมหรือยังที่จะกำหนดอนาคตของประเทศไทยด้วยพลังอำนาจแห่งชาติ (National Power) ของตนเอง”

บทความโดย โดย ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนภาคประชาชน อาจารย์วิชานวัตกรรมกระบวนการสันติภาพ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม.