เหตุการณ์น้ำท่วมหรือ “อุทกภัย” ที่เกิดขึ้นใน เทศบาลนครหาดใหญ่ ครั้งนี้ แม้จะไม่รุนแรงเท่ากับปี 2543 ที่มวลน้ำที่ถาโถมเข้าสู่เมืองมีจำนวนมากกว่าและระดับน้ำสูงกว่า แต่ปัญหากลับหนักหน่วงไม่น้อยหน้าเดิม เพราะการบริหารจัดการที่ขาดความพร้อม ขาดการประเมินทางวิชาการ และการสั่งการที่ “มั่นใจในตัวเองเกินไป” ของผู้บริหารท้องถิ่น จนทำให้ “น้ำไม่ท่วม” กลายเป็นความเชื่อที่นำไปสู่ความเสียหายครั้งใหญ่

การแจ้งเตือนให้ประชาชน “ขนของขึ้นที่สูง” หรือ “อพยพ” เกิดขึ้นอย่างล่าช้า—เพียง 1 ชั่วโมงก่อนน้ำเข้าท่วม และเป็นหนึ่งชั่วโมงในเวลาประมาณหนึ่งทุ่ม ซึ่งไม่ทันต่อสถานการณ์ มวลน้ำที่ไหลเข้าถล่มหาดใหญ่มีความเร็วและแรงจนประชาชนส่วนใหญ่ทำได้เพียงขับรถขึ้นไปจอดบนสะพานลอยทั่วเมือง สุดท้ายรถเหล่านี้กลับกลายเป็นสิ่งกีดขวาง ขัดขวางการเข้าถึงพื้นที่น้ำท่วมของรถกู้ภัย เรือ และเจ้าหน้าที่

คำถามสำคัญ: ทำไม “คลอง ร.1” จึงไม่ช่วยเหมือนที่ผ่านมา?

คลองภูมินาถดำริ หรือ “คลอง ร.1” ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานพระราชดำริให้ใช้เป็นเส้นทางผันน้ำลงสู่ทะเลสาบสงขลา เคยช่วยให้หาดใหญ่รอดพ้นอุทกภัยมาหลายครั้ง โดยเฉพาะปี 2557 ที่ช่วยให้เมืองไม่ถูกน้ำท่วมอย่างหวุดหวิด ทำให้ผู้คนในหาดใหญ่และผู้บริหารท้องถิ่นต่างเชื่อมั่นว่า ปีนี้ก็คงเหมือนเดิม—คลอง ร.1 จะรับมือมวลน้ำได้

แต่เหตุการณ์ครั้งนี้พิสูจน์ว่า สิ่งที่แน่นอนคือสิ่งที่ไม่แน่นอนที่ผ่านมา การประเมินสถานการณ์น้ำท่วมของหาดใหญ่จะใช้ คลองอู่ตะเภา เป็นตัวชี้วัดหลัก ซึ่งรับน้ำจาก อ.สะเดา ผ่าน อ.คลองหอยโข่ง และเข้าสู่หาดใหญ่ก่อนระบายลงคลอง ร.1 ดังนั้นจุดวัดน้ำที่ “บางศาลา”, “ทุ่งลุง”, “พะตง” และ “ทุ่งลาน” จึงถูกใช้เป็นตัวประเมินระดับวิกฤติเสมอ หากน้ำในคลองอู่ตะเภายังไม่สูง และคลอง ร.1 ยังต่ำกว่าตลิ่ง ก็จะไม่ประกาศเตือนภัยหรือยกธงแดง

แต่มวลน้ำปี 2568 ไม่ได้มาจากทางเดิม น้ำท่วมครั้งนี้เป็น น้ำป่าและน้ำฝนจาก อ.นาหม่อม และเทือกเขาคอหงส์ ทางด้านตะวันออก—not จากอำเภอสะเดาเหมือนทุกปี ทำให้แม้คลองอู่ตะเภาและคลอง ร.1 ยังรองรับได้ แต่น้ำจากเทือกเขาคอหงส์, นาหม่อม, แก้มลิงปลักธง และคลองหวะ ได้ไหลบ่าลงสู่พื้นที่เมืองด้านตะวันออกอย่างฉับพลัน

มวลน้ำ “ระลอกแรก” จึงถล่มเข้าสู่โซนการค้าและชุมชนสำคัญ ได้แก่ หน้าหอนาฬิกา ตลาดกิมหยง ถนนนิพัทธ์อุทิศ 1–3 ถนนศรีภูวนารถ ถนนรัถการ โรงพยาบาลหาดใหญ่ ชุมชนทุ่งเสา จันทร์นิเวศน์ จันทร์วิโรจน์ รัตนวิบูลย์ ทั้งหมดนี้คือพื้นที่ที่แทบไม่มีเวลาตั้งตัว

ปัญหาเชิงโครงสร้าง: “แอ่งกระทะ” ที่ไร้ทางระบาย ลักษณะภูมิศาสตร์ของหาดใหญ่คือแอ่งกระทะ น้ำจากทุกทิศ—เหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก—จะไหลเข้าสู่ตัวเมือง เมื่อน้ำมาจำนวนมากพร้อมกันก็จะท่วมรวดเร็ว

แต่สิ่งที่เป็น “จุดอ่อนที่สุด” คือพื้นที่ด้านตะวันออกไม่มีคลองขนาดใหญ่รองรับมวลน้ำ

น้ำทั้งหมดจึงไหลลง คลองเตย (คลองคอนกรีต) คลอง 30 เมตรซึ่งมีขนาดเล็กเกินกว่าจะรับปริมาณน้ำมหาศาลยิ่งไปกว่านั้น เทศบาลนครหาดใหญ่ ไม่มีฟลัดเวย์ สำหรับเบี่ยงมวลน้ำออกนอกเมือง จึงทำให้การระบายยิ่งลำบาก

และแล้ว “ระลอกที่ 2” ก็ตามมาหลังจากระลอกแรกได้สร้างความเสียหายทั่วเมือง ในคืนวันที่ 23 ยังมีมวลน้ำจาก อ.สะเดา เทือกเขาแก้ว น้ำตกผาดำ (คลองหอยโข่ง) น้ำตกโตนงาช้าง ไหลบ่าเข้าซ้ำเติม จนคลองอู่ตะเภาล้นตลิ่ง คลอง ร.1 รับไม่ไหว น้ำล้นคันคลองและทะลักเข้าหาดใหญ่เป็นระลอกที่ 2 ขณะที่ฝนยังตกต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 19 เป็นต้นมาโดยไม่มีทีท่าจะหยุด

ความเสียหายที่ไม่ควรเกิด—ถ้า “ประเมินและเตรียมพร้อม” ดีกว่านี้ ภัยธรรมชาติอาจเกินคาดเดา แต่ความเสียหายระดับนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้น หากผู้บริหารท้องถิ่นและจังหวัดมีวิสัยทัศน์ การเตรียมพร้อม การประเมินความเสี่ยง การวิเคราะห์สถานการณ์ตามหลักวิชาการ ระบบสั่งการที่ไม่ใช่ “วันแมนโชว์” เพราะความเชื่อมั่นผิดที่ผิดทาง ทำให้หาดใหญ่กลายเป็น “นรกบนผืนน้ำ”

ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย. เป็นต้นมา ยังมีประชาชนติดอยู่ในบ้านที่ไร้ไฟฟ้า ไร้น้ำประปา ออกมาไม่ได้กว่า 30,000 คนและมีผู้ติดอยู่บนหลังคาและในบ้านโดยไม่มีอาหารน้ำดื่มอีกกว่า 20,000 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่และหน่วยกู้ภัยไม่สามารถเข้าถึงได้ทันที

ประเด็นที่ต้องตั้งคำถามกับผู้มีอำนาจแม้นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่หาดใหญ่ถึงสองครั้ง แต่การแก้ปัญหาของผู้ว่าราชการจังหวัด นายก อบจ. นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กลับยังไม่มีการบูรณาการ ไม่มีการรวมศูนย์บัญชาการ ไม่มีระบบทำงานร่วมกัน ทำให้การช่วยเหลือกระจัดกระจาย ไม่มีทิศทางเดียวกันอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งหมดนี้คือปัญหาเดิมที่หาดใหญ่เผชิญซ้ำซาก และจำเป็นต้องมีการ “สังคายนาระบบจัดการอุทกภัย” อย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ต้องซ้ำรอยอีกในอนาคต