เมื่อเกิดสาธารณภัยแบบฉุกเฉินขึ้นในพื้นที่ โดยเฉพาะเมืองใหญ่ ผู้นำเมืองและเจ้าหน้าที่จะต้องดำเนินการตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งทุกจังหวัดและทุกท้องถิ่นมีแบบแผน เหมือนเป็นคัมภีร์ เป็นคู่มือให้สามารถจัดการปัญหาที่ประดังประเด เข้ามาได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของกรุงเทพมหานคร (กทม.) มีหลักการและกลไก การจัดการความเสี่ยงจากสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร ตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2564-2570 โดยวางขอบเขตของสาธารณภัยตามแผนการป้องกันบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2564-2570 ให้เป็นไปตามความหมายสาธารณภัย ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2560 ซึ่งมีการจัดวงจรการจัดการความเสี่ยงแบ่งเป็น ระยะก่อนเกิดภัย-ระยะเกิดภัย-ระยะหลังเกิดภัย

นอกจากนี้ มีการแบ่งบทบาทหน้าที่ของหน่วยงาน ผู้นำ รวมถึงผู้ใต้บังคับบัญชาในองค์กร แต่ละลำดับขั้นให้ชัดเจน เพื่อให้ทราบถึงบทบาทหน้าที่ของตนเอง เมื่อเกิดเหตุสาธารณภัยแบบฉุกเฉินขึ้น โดยให้ดำเนินการตามกลไกการจัดการความเสี่ยงจากสาธารณภัย ซึ่งมีทั้งระดับนโยบาย และระดับปฏิบัติ
สำหรับ“ระดับปฏิบัติ” จะเป็นศูนย์กลางอำนวยการ และประสานการปฏิบัติของหน่วยงานและภาคส่วนต่างๆ ในการจัดการความเสี่ยงจากสาธารณภัยทั้งในภาวะปกติ และภาวะที่คาดว่าจะเกิดหรือเกิดสาธารณภัย ภายใต้ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน(Emergency Operation Center : EOC ) มีหน้าที่ในการบังคับบัญชา อำนวยการ ควบคุม กำกับ และประสานการปฏิบัติระหว่างภาคส่วนต่างๆ พร้อมทั้งกำหนดโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ และมอบหมายภารกิจหน้าที่ต่างๆ ให้แก่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน

ทั้งนี้ เมื่อเกิดสาธารณภัย ในกทม.จะจัดการสาธารณภัยใน 4 ระดับ ซึ่งการแบ่งระดับก็เพื่อให้ผู้ที่มีอำนาจตามกฎหมาย สามารถใช้ดุลยพินิจ “ตัดสินใจ”เกี่ยวกับความสามารถในการเข้าควบคุมสถานการณ์ได้เป็นหลัก ประกอบด้วย
ระดับ 1 สาธารณภัยขนาดเล็ก – ผู้มีอำนาจตามกฎหมาย คือ ผอ.เขต จะเป็นผู้ควบคุมและสั่งการ หากเกิดหรือคาดว่าจะเกิดสาธารณภัย จะมีการจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์สำนักงานเขตขึ้น
ระดับ 2 สาธารณภัยขนาดกลาง – ผู้มีอำนาจตามกฎหมาย คือ ผู้ว่าฯกทม. จะเป็นผู้ควบคุมสั่งการและบัญชาการ โดยหากเกิดหรือคาดว่าจะเกิดสาธารณภัย จะมีการจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ กทม.

ระดับ 3 สาธารณภัยขนาดใหญ่ – ผู้มีอำนาจตามกฎหมาย คือ ผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (รมว.มหาดไทย) จะดำเนินการควบคุมสั่งการและบัญชาการ โดยมีองค์กรปฏิบัติ คือ กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ
ระดับ 4 สาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง – ผู้มีอำนาจตามกฎหมาย คือ นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกฯมอบหมายให้ควบคุมสั่งการและบัญชาการ โดยมีองค์กรปฏิบัติ คือ กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติม ถึงสาธารณภัยใหญ่ที่เห็นภาพการจัดการที่ชัดเจนมากของกทม. คือ เหตุการณ์ตึกสตง.ถล่มจากแผ่นดินไหว เมื่อวันที่ 28 มี.ค.68 ที่หลังเกิดเหตุสำนักงานเขตจตุจักร เจ้าของพื้นที่ได้จัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์แผ่นดินไหว โดยมี ผอ.เขตจตุจักร เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่ ณ ขณะนั้น โดยบริหารจัดการ ประสานงาน และดำเนินการจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ สำนักงานเขตจตุจักร เพื่อรับมือกับเหตุแผ่นดินไหว

ขณะเดียวกัน ผู้ว่าฯกทม. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ สั่งการให้มีการตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกทม.(เสาชิงช้า) เพื่อรวบรวมข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว เพื่อจัดการข้อมูลให้ความช่วยเหลือ รวมถึงให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อสื่อสารสถานการให้ประชาชนรับทราบถึงภาวะเหตุการณ์ตามจริง ไม่ให้เกิดความตื่นตระหนก
ต่อมาผู้ว่าฯชัชชาติ ในฐานะผู้อำนวยการกรุงเทพมหานคร ประกาศให้พื้นที่กทม.เป็นพื้นที่ประสบสาธารณภัย มีการบริหารจัดการสาธารณภัย “ระดับที่ 2” โดยผู้ว่าฯกทม.เป็นผู้บัญชาการ

จากนั้นจึงแบ่งการทำงานในการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ใต้อาคาร กับการดูแลสภาพจิตใจของประชาชนโดยรอบ ในพื้นที่หน้างาน จะมีรองผู้ว่าฯกทม.เป็นผู้กำกับดูแลการปฏิบัติงาน และผอ.สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(สปภ.กทม.) เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ในการค้นหาผู้สูญหาย ภายในพื้นที่อาคาร สตง.ถล่ม

อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการกู้ชีพกู้ภัยในครั้งนี้ ไม่ได้มีเพียงแค่เจ้าหน้าที่ภาคราชการ แต่ยังมีภาคเอกชน มูลนิธิต่างๆ แต่ยังมีหน่วยงานจากต่างประเทศเข้ามาทำหน้าที่ช่วยเหลือ ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนว่า เมื่อมีการตั้งผู้บัญชาการเหตุการณ์ในการค้นหาผู้สูญหาย อย่างชัดเจน และทุกคนเข้าใจ พร้อมปฏิบัติตามระเบียบ

เมื่อทุกหน่วยมาถึงแม้กระทั่งหน่วยงานจากต่างชาติก็จำเป็นต้องรายงานตัวต่อผู้บัญชาการเหตุการณ์ที่เป็นแม่ทัพหลัก และรอรับฟังคำสั่งในการปฏิบัติ ทำให้ไม่เกิดความสับสนและไม่ซ้ำซ้อน สามารถปฏิบัติงานในส่วนที่รับผิดชอบได้เต็มที่ แต่เป็นไปตามประสบการณ์ความเชี่ยวชาญและความถนัดของตนเอง.




