ในยุคที่โซเชียลมีเดียกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แค่หยิบมือถือขึ้นมาก็มีคอนเทนต์เด้งขึ้นเต็มฟีด จนหลายคนแทบจะเชื่อว่าทุกคำแนะนำบนออนไลน์คือ “ของจริง” แบบไม่ต้องคิดมาก โดยเฉพาะกลุ่มเจน Y และ Z ที่เติบโตมาพร้อมโลกดิจิทัล ชอบเสพข้อมูลรวดเร็ว และคุ้นชินกับเหล่าอินฟลูเอนเซอร์มากกว่าการเปิดตำราแพทย์เสียอีก

ไม่น่าแปลกใจที่มีงานวิจัยจากฮ่องกงและสหรัฐออกมาระบุว่า คนเจน Z ถึง 48% มองว่าอินฟลูเอนเซอร์ “น่าเชื่อถือมากกว่าแพทย์” ส่วนเจน Y ก็ไม่น้อยหน้า เชื่อถึง 46% นั่นหมายความว่าคนวัยทำงานรุ่นใหม่อาจกำลัง “ฟังโซเชียลมากกว่าคำหมอ” โดยไม่รู้ตัว


โซเชียลอยู่ใกล้ตัวกว่าจริงไหม?

ทุกวันนี้ใคร ๆ ก็เล่นโซเชียลตั้งแต่ตื่นนอนยันก่อนนอน โดยงานวิจัยจาก Askattest พบว่า

  • เจน Z 91% ใช้งานโซเชียลทุกวัน และครึ่งหนึ่งใช้เวลาเกิน 3 ชั่วโมงต่อวัน
  • ส่วนเจน Y ก็ยังใช้เฉลี่ย 2 ชั่วโมง 45 นาทีต่อวัน พร้อมกับใช้เพื่อซื้อของออนไลน์และติดตามข่าวสารเป็นหลัก


เพราะอินฟลูเอนเซอร์เหมือนเพื่อนมากกว่า?

เป็นเรื่องที่หลายคนบอกตรงกันว่า อินฟลูเอนเซอร์เข้าถึงง่ายกว่า แค่เปิดมือถือก็เจอ ไม่ต้องจองคิวหมอ ไม่ต้องเดินทางไปคลินิก และเนื้อหาส่วนใหญ่ก็เล่าแบบเพื่อนคุยกัน ทำให้มีคนเชื่อได้ง่ายกว่า แถมระบบอัลกอริทึมยังยิงคอนเทนต์แนวเดียวกันซ้ำ ๆ จนผู้ชมยิ่งรู้สึกว่า “น่าจะจริง” ตามที่พวกเขาคิดไว้

สำหรับแบรนด์ต่าง ๆ ก็เห็นชัดว่า การมีอินฟลูฯ มาพูดถึงสินค้า ทำให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้เร็วกว่า จนกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสายบิวตี้ ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ หรือคลินิกเสริมความงามเองก็ตาม ซึ่งการเลือกใช้คนดังเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องมาจากวงการนักแสดงเท่านั้น แต่ยังเป็นแค่คนดังจากวงการใดก็ได้ อย่างวงการแพทย์ ศิลปะ นักข่าว หรือเทรนเนอร์ ประกอบกับคนสมัยใหม่ที่ไม่ได้ติดตามสื่อเหมือนสมัยก่อน ยิ่งทำให้แบรนด์ต้องหาวิธีสื่อสารแบบใหม่ เพื่อซื้อใจกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น จนทำให้การใช้อินฟลูฯ เป็นทางออกสำคัญในที่สุด หากกลุ่มเป้าหมายชื่นชอบคนดังเหล่านั้นอยู่แล้ว ยิ่งเพิ่มความเชื่อใจให้กับแบรนด์ไปโดยปริยายเลยทีเดียว

ฝั่งคลินิกความงามเองก็เห็นพฤติกรรมนี้ชัดเจน เช่น Mona Clinic ที่เพิ่งเปิดตัว YouTuber ชาวเกาหลี Yang Dong Won มาเป็น Friends of Brand ก็ยอมรับว่า อินฟลูเอนเซอร์ช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจง่ายขึ้น เพราะให้ความรู้สึก “เข้าถึงข้อมูลได้ก่อนใคร” และ “ลองเองจริง” ซึ่งผู้บริโภคยุคนี้ให้ความสำคัญอย่างมาก

ขณะที่ คุณยู CEO ของคลินิก ยังบอกด้วยว่า ลูกค้าปี 2025 ไม่ได้เชื่อโฆษณาอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เชื่อรีวิวจากคนที่ “เหมือนตัวเอง” มากกว่า โดยเฉพาะ Before-After ที่จับต้องได้ ยิ่งอินฟลูฯ เคยมีปัญหาคล้ายกัน ก็ยิ่งโน้มน้าวได้ดี “สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Influencer มีพลังในการโน้มน้าวใจ คือการที่พวกเขาสามารถสะท้อนปัญหา ความต้องการ หรือความกังวลของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในธุรกิจคลินิกความงาม ซึ่งเป็นธุรกิจที่การตัดสินใจของลูกค้าส่วนใหญ่มักพึ่งพา ความเชื่อมั่นและ ผลลัพธ์ที่จับต้องได้

ผู้บริโภคในปี 2025 ไม่ได้ตัดสินใจซื้อจากโฆษณาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่พวกเขาใช้เวลาอ่านรีวิว ดู Before-After และศึกษาความเห็นของคนที่เคยมีประสบการณ์จริง ยิ่งถ้ารีวิวเหล่านั้นมาจาก Influencer ที่พวกเขาชื่นชอบหรือรู้สึกว่า คล้ายกับตัวเองความน่าเชื่อถือก็ยิ่งเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ

สำหรับธุรกิจคลินิกความงามแล้ว การเลือก Influencer ที่มีบุคลิกหรือปัญหาตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ถือเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยเพิ่ม Conversion และความเชื่อมั่นได้อย่างแท้จริง

แล้วหมอยังน่าเชื่อถืออยู่ไหม? ไปฟังความเห็นของแพทย์ตัวจริงกัน

หลายปีที่ผ่านมา แพทย์หลายคนเริ่มใช้โซเชียลในการให้ความรู้เช่นกัน เพราะต้องการลดความเข้าใจผิดจากเนื้อหาที่ไม่ถูกต้อง

ตัวอย่างเคสจากประเทศสหรัฐในปี 2024 ที่มีเด็กหญิงวัย 9 ขวบเกิดอาการผื่นขึ้นบนใบหน้า เพราะใช้ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ที่อินฟลูเอนเซอร์แนะนำ ทั้งที่มีส่วนผสมไม่เหมาะกับผิวเด็ก แต่ยังโชคดีที่รักษากับแพทย์ทันเวลา จนไม่เกิดผลเสียในระยะยาว

ฝั่งสิงคโปร์ ก็มี Dr. Tan Ying Zhou แพทย์จาก Mizu Aesthetic Clinic ก็ย้ำว่า โซเชียลทำให้คนอยากทำศัลยกรรมหรือหัตถการมากขึ้น ไปจนถึงการมาของเหล่าศิลปิน K-Pop แต่บางครั้งอินฟลูฯ อาจรีวิวแบบเลือกด้านดีเท่านั้น ซึ่งต่างจากแพทย์ที่ต้องวิเคราะห์ตามหลักวิชาการและประสบการณ์ที่มี

ขณะที่ความเห็นจากแพทย์ในประเทศไทยเอง อย่าง “หมอมิลค์” พญ.ศริญญา คำอ้าย จาก Mona Clinic มองว่า คนเจน Z สนใจผลลัพธ์เร็ว เป็นธรรมชาติ และอยากเริ่มหันมาดูแลตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย เช่นการฉีด Botox, Filler หรือ IV drip ที่โตขึ้นมากช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา แต่หมอยังย้ำเสมอว่า ความถูกต้อง ความปลอดภัย และความเหมาะสมรายบุคคลสำคัญที่สุด “ความนิยมของหัตถการในคนกลุ่มเจน Y และ Z มีแนวโน้มการเติบโตที่ค่อนข้างสูงใน 1-2 ปีมานี้ และ Gen Z มีความแตกต่างจาก Gen อื่นๆ เนื่องจากพวกเขาเกิดมาพร้อมกับเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดีย จึงมีพฤติกรรมการค้นหาและตัดสินใจที่เน้น Reality และข้อมูลที่รวดเร็ว ซึ่งการเปิดใจเข้าคลินิกตั้งแต่อายุยังน้อย ผลลัพธ์ต้องตรงใจ และเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องพักฟื้นมาก โดย Gen Z ให้ความสนใจและเริ่มต้นดูแลตัวเองจากหัตถการ Botox, filler, IV drip และเน้นหัตถการเพื่อป้องกันและดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งมุมมองอาจจะต่างจาก Gen X,Y ที่เน้นการแก้ไขปัญหาและความจำเป็นเป็นหลัก

ขณะที่ความน่าเชื่อถือของแพทย์ สำหรับหมอมิลค์นั้น ไม่ได้ลดลงไป แต่ให้เน้นย้ำที่ไปความถูกต้อง ปลอดภัย และเหมาะสมจะดีที่สุด ในปัจจุบันเป็นยุคที่ข้อมูลสามารถเข้าถึงได้ง่าย เทรนด์ความงามก็ค่อนข้างเป็นสิ่งที่มาไวไปไว การสื่อสารของแพทย์จึงควรเน้นที่ ความถูกต้อง, ความปลอดภัย, ความเหมาะสม (Individualization) มากกว่าความนิยมตามกระแส เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือจาก หมอที่ตามเทรนด์ไปสู่ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ไว้ใจได้

สุดท้ายแล้วทั้งหมอและอินฟลูฯ ต่างมีบทบาทของตัวเอง อินฟลูเอนเซอร์ให้ความรู้สึกใกล้ชิด เข้าถึงง่าย ส่วนแพทย์คือผู้เชี่ยวชาญที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้องและปลอดภัยกว่า โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพและความงามที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง แม้ว่าโซเชียลมีเดียจะเป็นพื้นที่ที่ดีในการหาข้อมูล “เบื้องต้น” แต่เมื่อถึงเวลาตัดสินใจเรื่องสำคัญเกี่ยวกับร่างกาย คำแนะนำจากแพทย์ยังคงเป็นสิ่งที่ควรเชื่อถือมากที่สุดเสมอ