รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ได้ออกบวิเคราะห์ ต้องถอดบทเรียนอีกกี่ครั้ง? กับ ผลกระทบน้ำท่วมภาคใต้ ปี 2568

1.ขนาดเศรษฐกิจ 9 จังหวัดน้ำท่วม ปี 2568

ภาคใต้มีทั้งหมด 14 จังหวัด มีขนาดเศรษฐกิจรายจังหวัด (Gross Provincial Product : GPP) อยู่ที่ 1.4 ล้านล้านบาท (2566) คิดเป็น 8% ของ GDP ทั้งประเทศ มี 9 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบมาก ได้แก่  สงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสุราษฎร์ธานี จังหวัดเหล่านี้มีขนาดเศรษฐกิจรวมกัน 967,221 ล้านบาท คิดเป็น 70% ของเศรษฐกิจภาคใต้ ประชาชนได้รับผลกระทบ 2.9 ล้านคน (เกือบ 3 ล้านคน) คิดเป็น 32% ของประชากรในภาคใต้ (9.5 ล้านคน) ครัวเรือนได้รับผลกระทบ 1 ล้านครัวเรือน คิดเป็น 33% ของครัวเรือนในภาคใต้ (3 ล้านครัวเรือน) (ปี 2566 ครัวเรือนไทยมี 23 ล้านครัวเรือน) คนเสียชีวิต (ยังไม่มีตัวเลขที่แน่นอนคาดว่า มากกว่า 100 คน)

2.ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจเบื้องต้น เสียหาย 1.4 แสนล้านบาท

น้ำท่วมตั้งแต่วันที่ 19 พ.ย. 2568 ถึง 27 พ.ย. 2568 รวม 7 วัน ทั้ง 9 จังหวัดได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจเบื้องต้น 1.4 แสนล้านบาท คิดเป็น 15% ของ GPP ทั้ง 9 จังหวัด โดยจังหวัดสงขลาได้รับผลกระทบมากสุดถึง 7.5 หมื่นล้านบาท

ตารางที่ 1 : ความเสียหายทางเศรษฐกิจเบื้องต้น ใน 9 จังหวัดภาคใต้

จังหวัดGPP (ล้านบาท)มูลค่าผลกระทบ (ล้านบาท)
สงขลา251,48075,444
ตรัง70,83014,166
สตูล33,1524,973
พัทลุง42,8005,564
นครศรีธรรมราช194,66921,413
ยะลา52,2824,705
ปัตตานี54,2813,799
สุราษฎร์ธานี220,37411,019
นราธิวาส47,3531,420
รวมทั้งหมด967,221142,503

ที่มา : ประเมินโดย อัทธ์ พิศาลวานิช พ.ย 2568

3.หาดใหญ่กระทบหนัก เสียหายมากสุด  1.2 หมื่นล้านบาท

พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้มากสุด คือ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ใน 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 20-27 พ.ย. 2568 เป็นผลกระทบทั้งทางตรง (การหยุดกิจกรรมเศรษฐกิจ) และทางอ้อม (ความเสียหายต่อทรัพย์สินโดยตรง บ้านเรือน, รถ, ร้านค้า, สต๊อกสินค้า, ถนน, ไฟฟ้า, ประปา) แบ่งออกเป็น 2 ฉากทัศน์ คือ กรณีผลกระทบน้อย และกรณีผลกระทบมาก พบว่าผลกระทบอยู่ระหว่าง  5,750 ล้านบาท ถึง  12,100 ล้านบาท คิดเป็น  7.5% ถึง 16% ของ GPP หาดใหญ่ (75,000 ล้านบาท)

ตารางที่ 2 : ความเสียหายทางเศรษฐกิจหาดใหญ่เบื้องต้น

รายการประเมินกรณีผลกระทบน้อย (ล้านบาท)กรณีผลกระทบหนัก (ล้านบาท)
การหยุดกิจกรรมเศรษฐกิจ 7 วัน (ตั้งแต่วันที่ 20-27 พ.ย. 2568)1,400-1,7502,000-2,100
ความเสียหายต่อทรัพย์สินโดยตรง (บ้านเรือน, รถ, ร้านค้า, สต๊อกสินค้า, ถนน, ไฟฟ้า, ประปา)2,000-4,0005,000-10,000
รวมความเสียหายโดยประมาณ3,400-5,7507,000-12,100
% ของ GPP4.5-7.59-16

ที่มา : ประเมินโดย อัทธ์ พิศาลวานิช พ.ย 2568

3.รัฐบาลบริหารจัดการ “ล้มเหลว” ทุกมิติ

ผลกระทบน้ำท่วมครั้งนี้ มีความเสียหายทางเศรษฐกิจ ชีวิตและทรัพย์สิน มากกว่าน้ำท่วม ปี 2560 ความเสียหายเศรษฐกิจครั้งนี้อย่างน้อย 1.4 แสนล้านบาทใน 9 จังหวัด ไทยต้องถอดบทเรียนอีกกี่ครั้งจีงจะแก้ปัญหาภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ รัฐบาลปัจจุบันจัดการน้ำท่วม ล้มเหลว เพราะมาจาก

1.การแบ่งงาน “เบี้ยหัวแตก” มีทั้งรัฐมนตรีธรรมนัสเป็นประธาน ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นประธาน มีศูนย์ภัยพิบัติทั้งส่วนกลาง และท้องถิ่น รัฐมนตรีแต่ละท่านรับผิดชอบแต่ละจังหวัด การแบ่งงานที่ “ไร้แม่ทัพหลัก” จะไม่ไปในทิศทางเดียวกัน

2.ระบบเตือนภัยพิบัติ “ไม่แม่นยำ” และไม่เชื่อมโยงเป็นระบบเดียวกัน เห็นได้จากช่วงแรก เทศบาลหาดใหญ่บอกว่า “เอาอยู่” ในขณะที่หน่วยงานส่วนกลางเตือนภัย ประเทศไทยได้ใช้งบประมาณในส่วนนี้มากในแต่ละปี แต่ยังไม่เป็นที่ไว้ใจหรือเชื่อถือได้เมื่อเกิดภัยพิบัติ

3.“ล่าช้า” ในการช่วยเหลือและอพพยประชาชน เป็นแบบ “แต่คน ต่างทำ” ภาคเอกชน องค์กร หน่วยงานราชการ ไม่มีแผนปฏิบัติร่วมกัน

4.ทิศทางการสื่อสาร ท้องถิ่นกับส่วนกลาง “ไม่ไปในทางเดียวกัน” ประชาชนจะเชื่อใครดี ผลที่ออกมาเป็นอย่างที่เห็น

ประเทศไทยผ่านภัยพิบัติมากครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ละครั้งที่เกิดขึ้น ทุกภาคส่วนพูดเหมือนกันว่า “ต้องถอดบทเรียน” แต่ประเทศไทยสูญเสียทั้งทางเศรษฐกิจและชีวิตประชาชนทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ ถึงเวลาแล้วที่ต้อง “รื้อระบบการจัดการภัยพิบัติของประเทศ” เสียที