นับตั้งแต่ Donald Trump ก้าวเข้าสู่อาคารรัฐสภาเพื่อดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ เป็นสมัยที่สองในช่วงต้นปี 2568 นโยบายการค้าแบบ “America First” ก็ถูกยกระดับความรุนแรงขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ประเทศไทยในฐานะหนึ่งในประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐ อย่างต่อเนื่อง ต้องเผชิญกับคลื่นพายุภาษีหลายระลอกวนลูปตั้งแต่มาตรการความมั่นคง ภาษีตอบโต้ ไปจนถึงข้อหาด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน
และนี่คือสรุปไทม์ไลน์และโครงสร้างมาตรการภาษีทั้งหมดที่รัฐบาลทรัมป์นำมาใช้กับสินค้าไทยตั้งแต่ต้นปี 2568 จนถึงปัจจุบัน โดยทีมข่าวเศรษฐกิจเดลินิวส์ สรุปให้ฟังดังนี้
ฉากที่ 1 : เปิดศึกด้วย Section 232 พุ่งเป้า 25-50%
1. ต้นปี 2568 – มาตรา 232 (สินค้าเฉพาะกลุ่ม เป็นการเก็บถาวร ไม่ใช่ชั่วคราว) มาตรการนี้แยกจากภาษีตอบโต้ และยังมีผลอยู่จนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าอัตราภาษีตอบโต้หลักจะเปลี่ยนไปอย่างไร โดยสินค้าที่ไทยถูกเก็บมี 7-8 กลุ่ม อาทิ เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก จัดเก็บในอัตรา 50% ของมูลค่า อะลูมิเนียมและผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม จัดเก็บในอัตรา 50% ของมูลค่า ทองแดงและผลิตภัณฑ์ทองแดง จัดเก็บในอัตรา 50% ของมูลค่า (ตามมาตรการปรับปรุงเพิ่มเติม) รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ จัดเก็บในอัตรา 25%
ฉากที่ 2 : มาตรการตอบโต้ทางการค้า (Reciprocal Tax)
หลังจากกดดันด้วย Section 232 รัฐบาลทรัมป์ได้ประกาศใช้มาตรการ ภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) แบบปูพรมเพื่อลงโทษประเทศที่เก็บภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐ สูงกว่าที่สหรัฐเก็บ
- ขั้นแรก (ตั้งต้นโหด) : สหรัฐประกาศอัตราภาษีตอบโต้ใส่ไทยสูงถึง 36% สร้างความตกตะลึงให้กับภาคการส่งออกของไทยอย่างมาก
- ขั้นที่สอง (ผ่อนลมหายใจ) : หลังจากการตั้งทีมเจรจาร่วมและแรงกดดันจากภาคธุรกิจทั้งสองฝ่าย สหรัฐยอมปรับลดภาษีลงมาชั่วคราวเหลือ 10% เพื่อเปิดช่องให้มีการเจรจาทางการค้าแบบทวิภาคี (Bilateral Trade Talks)
- ขั้นที่สาม (ปิดดีล) : การเจรจาอันยาวนานจบลงที่การเคาะอัตราภาษีตอบโต้พิสูจน์แล้วที่ 19% ซึ่งกลายเป็นอัตราฐานใหม่ที่สินค้าไทยส่วนใหญ่ต้องแบกรับในการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐ
ฉากที่ 3 : ศาลเบรกอำนาจ – ทรัมป์สวนกลับ มาตรา 122
ความซับซ้อนทางกฎหมายเกิดขึ้นเมื่อ 20 ก.พ. 2569 ศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ (US CIT) มีคำสั่งระงับและยกเลิกการใช้อำนาจตามมาตรการตอบโต้ดังกล่าว โดยชี้ว่าเป็นการใช้อำนาจฝ่ายเดียวที่ขัดต่อขอบเขตที่รัฐสภามอบให้
ทว่า รัฐบาลทรัมป์ไม่ยอมถอย และแก้เกมทันทีด้วยการงัด Section 122 (Trade Act of 1974) ซึ่งเป็นกฎหมายอำนาจพิเศษของประธานาธิบดีในการกู้วิกฤตดุลการชำระเงิน (Balance of Payments)
ทรัมป์ประกาศจัดเก็บ ภาษีชั่วคราวอัตรา 10% มาใช้แทนที่อัตรา 19% ที่ถูกศาลสั่งยกเลิกไป โดยเก็บทุกประเทศ เป็นมาตรการชั่วคราว 150 วัน (หมดอายุพอดี 24 ก.ค. 69) ไทยได้ประโยชน์จากตรงนี้เพราะลดจาก 36% (เดิม) เหลือ 10% เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างในการจัดเก็บภาษีที่หน้าด่านศุลกากร
ฉากที่ 4 : สงครามไต่สวน Section 301 – ล่าสุดเก็บภาษี “แรงงานบังคับ” 12.5%
ในขณะที่ใช้มาตรการภาษี 122 ชั่วคราว รัฐบาลสหรัฐได้เดินหน้าใช้ Section 301 (Trade Act of 1974) เพื่อไต่สวนการค้าที่ไม่เป็นธรรมกับประเทศไทยอย่างเจาะจงใน 2 ข้อหาใหญ่
· ข้อหาการใช้แรงงานภาคบังคับ (Forced Labor Concerns) :
- ผลการตัดสินล่าสุด : สหรัฐสรุปผลการไต่สวนและสั่งลงโทษเก็บภาษีสินค้าไทยเพิ่มเติมอีก 12.5% โดยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มสินค้าประมง อาหารทะเลแปรรูป และอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น ซึ่งสร้างภาระภาษีซ้อนทับให้กับผู้ประกอบการไทยทันที
- แต่มีสินค้าที่ไทยได้รับการยกเว้นไม่ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่ม 12.5% ถึง 2,120 รายการ หรือเกินกว่าครึ่งของมูลค่าส่งออกไทยไปสหรัฐ เช่น วงจรรวม หน่วยเก็บข้อมูล (HDD) ชิ้นส่วนอากาศยาน ยางธรรมชาติ ยางแผ่น/แท่ง แป้งมันสำปะหลัง สับปะรดสดและแปรรูป ผลไม้สดและแห้ง มะพร้าวสดและน้ำมะพร้าว น้ำตาลจากอ้อย
· ข้อหาการมีผลผลิตส่วนเกินและบิดเบือนกลไกตลาด (Global Excess Capacity) :
- สถานะปัจจุบัน : ยังอยู่ระหว่างกระบวนการไต่สวนและพิจารณาชั้นสอบสวน ซึ่งยังไม่มีการเคาะอัตราภาษีออกมา แต่สร้างความกังวลอย่างยิ่งว่า หากผลสรุปออกมาเป็นโทษ สหรัฐอาจสั่งเก็บภาษีเพิ่มอีกระลอก ซึ่งยังไม่สามารถประเมินเพดานความเสียหายได้
สรุปภาพรวม ณ วันนี้ 24 ก.ค. 69 สินค้าไทยที่ส่งออกไปสหรัฐ เผชิญภาษีซ้อนกันหลายชั้น คือ 1.ภาษีทั่วไปตามมาตรา 301 ปัจจุบัน ซึ่งเก็บเพิ่มจากภาษีปกติ 12.5% 2.ภาษีเฉพาะกลุ่มตามมาตรา 232 อีก 25% อันนี้โดนแยก สำหรับเหล็ก/อะลูมิเนียม/รถยนต์ ไม่รวมกับภาษีมาตรา 301 ขณะเดียวกัน ไทยก็ยังรอการตัดสินภาษีมาตรา 301 เพิ่มเติม ในข้อหาการมีผลผลิตส่วนเกินและบิดเบือนกลไกตลาดอีกประเด็นหนึ่งอีกด้วย



