ยังวุ่นไม่หยุดสำหรับพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 พ.ย. 2568 ซึ่งมีสาระสำคัญหลายประเด็นโดยเฉพาะการห้ามขายห้ามดื่มในช่วง “เวลาต้องห้าม” คือ เที่ยงคืน-11.00 น. และ 14.00-17.00 น. และการลงโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท ซึ่งถูกคัดค้านจากสมาคมและผู้ประกอบการ เพราะส่งผลกระทบต่อการทำมาหากิน เศรษฐกิจและการท่องเที่ยว แม้ว่า รมว.สาธารณสุข จะแถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เมื่อวันที่ 13 พ.ย. ที่ผ่านมา และมีมติผ่อนผัน 6 เดือน โดยจะรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชน 15 วัน ก่อนประกาศลงราชกิจจานุเบกษาและเริ่มใช้ได้ในช่วงต้นเดือน ธ.ค. นี้นั้น

เมื่อวันที่ 29 พ.ย. นายกมล มีชัยพัฒนกิจ ประธานชมรมผู้ประกอบการร้านอาหารจังหวัดสุราษฎร์ธานี เจ้าของภัตตาคารป๊อปอาย กล่าวว่า แม้ล่าสุดวันที่ 13 พ.ย. คณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ จะมีมติเห็นชอบให้ทดลองอนุญาตขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 14.00-17.00 น. เป็นเวลา 6 เดือน เพื่อตรวจสอบผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจ สุขภาพ และสังคม ก่อนพิจารณาว่าจะดำเนินการต่อหรือไม่ แต่ในฐานะผู้ประกอบการ ก็ไม่เห็นด้วยกฎหมายฉบับนี้

“ในฐานะตัวแทนผู้ประกอบการ ผมไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ เพราะทำให้ผู้ประกอบการร้านอาหารได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง กฎหมายนี้เหมือนมัดมือชก เนื่องจากผู้รับผลกระทบจริงๆ ไม่ได้มีส่วนร่วมแสดงความเห็น” นายกมล กล่าวและว่า ช่วงเวลา 14.00-17.00 น. เป็นเวลาจำหน่ายหลักของร้านอาหารท้องถิ่น เช่น ลาบ ส้มตำ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก หากลูกค้าใช้บริการคาบเกี่ยวกับช่วงเวลาห้ามขาย ร้านค้าก็ไม่สามารถจำหน่ายหรือให้ลูกค้านั่งดื่มได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยว เช่น เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติถือว่าการดื่มแอลกอฮอล์เป็นเรื่องปกติ

นายกมล กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลและหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมาย ควรให้ความสำคัญกับปากท้องของประชาชนมากกว่าการบั่นทอนช่องทางการทำมาหากินของผู้ประกอบการ เพราะหากกฎหมายบังคับใช้จริง อาจเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่เรียกเก็บผลประโยชน์ จึงขอให้ใช้วิจารณญาณในการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้อย่างรอบคอบ