จากกรณีพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 พ.ย. 2568 ซึ่งมีสาระสำคัญหลายประเด็น โดยเฉพาะการห้ามขายห้ามดื่มในช่วง “เวลาต้องห้าม” คือ เที่ยงคืน-11.00 น. และ 14.00-17.00 น. และการลงโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท ซึ่งถูกคัดค้านจากสมาคมและผู้ประกอบการ เพราะส่งผลกระทบต่อการทำมาหากิน เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว แม้ว่า รมว.สาธารณสุข จะแถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เมื่อวันที่ 13 พ.ย. ที่ผ่านมา และมีมติผ่อนผัน 6 เดือน โดยจะรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชน 15 วัน ก่อนประกาศลงราชกิจจานุเบกษาและเริ่มใช้ได้ในช่วงต้นเดือน ธ.ค. นี้นั้น

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 30 พฤศจิกายน นายภานุวัฒน์ ศิลแดนจันทร์ นายกสมาคมชาวเรือชาวแพ จ.กาญจนบุรี และประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จ.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า ประกาศฉบับนี้สร้างความตกตะลึงให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ในประเทศไทยที่ทำธุรกิจสถานบันเทิง ร้านอาหาร และบริการต่าง ๆ เพราะทำให้เกิดความไม่แน่ใจว่าการลงทุนและการบริหารธุรกิจจะดำเนินไปอย่างไร

“นักท่องเที่ยวต่างชาติมาเมืองไทยเพื่อท่องเที่ยว ดื่ม และใช้จ่าย แต่เมื่อประกาศ พ.ร.บ. นี้ออกมา กลับบล็อกความสุขของพวกเขา ทำให้ไม่สามารถสนุกกับการรับประทานอาหารและดื่มเครื่องดื่มได้ ทั้งที่เป้าหมายของกฎหมายคือการควบคุมแอลกอฮอล์สำหรับเด็กและเยาวชน รวมถึงประชาชนคนไทยเท่านั้น” นายภานุวัฒน์ กล่าว

นายภานุวัฒน์ ระบุว่า เวลาที่ห้ามขายและห้ามดื่มสร้างความสับสนอย่างมาก ทั้งผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่เองก็ไม่แน่ใจว่าควรให้บริการได้เต็มที่หรือไม่ ทำให้เกิดผลกระทบทันทีต่อตลาดนักท่องเที่ยว ร้านค้าที่มีบาร์หลายแห่งไม่กล้าเปิดบริการ และนักท่องเที่ยวก็ลังเลที่จะใช้บริการ โดยเฉพาะช่วงเวลาห้ามขาย 11.00–14.00 น. และ 17.00–เที่ยงคืน ซึ่งขัดแย้งกับใบอนุญาตของร้านหลายแห่ง

“เจ้าหน้าที่เองก็สับสนว่าจะให้เปิดบริการตี 4 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวหรือไม่ แต่ก็ขัดกับกฎหมาย พ.ร.บ. ฉบับนี้ ท่ามกลางความไม่แน่ใจ นักลงทุนไม่กล้าเสี่ยง ผู้ประกอบการไม่กล้าเปิดเต็มที่ นักท่องเที่ยวก็ลังเล มันส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และประชาชนคนไทยที่ต้องการใช้บริการร้านอาหาร ร้านบาร์อย่างเต็มที่” นายภานุวัฒน์ กล่าวและย้ำว่า การกำหนดช่วงเวลาห้ามขายและห้ามดื่มดังกล่าว ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแรงซื้อสูง และเป็นกลไกสำคัญในการกระจายรายได้สู่ชุมชน เพราะรายได้จากร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ท และสถานบันเทิงกระจายสู่เศรษฐกิจชุมชนอย่างรวดเร็ว ทั้งการจ้างงาน การซื้อของในตลาด และการหมุนเวียนเงินในชุมชน หากผู้ประกอบการเหล่านี้ได้รับผลกระทบ ธุรกิจท่องเที่ยวจะชะงัก และเศรษฐกิจชุมชนโดยรวมก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย

“ฝากถึงรัฐบาล ต้องชี้ชัดว่าเราจะพาประเทศไปทางไหน ท่องเที่ยวเป็นกลไกสำคัญ แต่กฎหมายนี้กลับสร้างความไม่แน่ใจให้ทั้งผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว หากเป้าหมายคือควบคุมเด็กและเยาวชน ก็ควรออกมาตรการเฉพาะกลุ่มนั้น ไม่ใช่กระทบกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีแรงซื้อและสร้างรายได้สู่ชุมชนอย่างแท้จริง” นายภานุวัฒน์ กล่าว

นายภานุวัฒน์เรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาชะลอกฎหมายฉบับนี้ และออกนโยบายที่ชัดเจนเพื่อประโยชน์ที่แท้จริงต่อกลุ่มเป้าหมาย พร้อมทั้งหาทางออกให้ผู้ประกอบการทั้งจังหวัดกาญจนบุรีและทุกพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงและต่อเนื่อง