นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการสำนักงาน กปร. กล่าวว่า ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ เป็นหนึ่งใน 6 ศูนย์ศึกษาการพัฒนาตามพระราชดำริทั่วประเทศ จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อเป็นแหล่งวิจัย ทดลอง และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านดิน น้ำ ป่า และการทำกินให้ประชาชน โดยสำนักงาน กปร. ทำหน้าที่ประสานงาน วางแผน และสนับสนุนงบประมาณให้ทุกหน่วยงานทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้ามาเรียนรู้ ซึ่งมีผู้เยี่ยมชมกว่า 400,000–500,000 คนต่อปี

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2524 เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งและพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน ครอบคลุมพื้นที่ 33 หมู่บ้าน ใน 2 อำเภอของจังหวัดจันทบุรี ดำเนินงานตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำ ป่าไม้ เกษตรกรรม จนถึงป่าชายเลนและการประมงชายฝั่ง ช่วยสร้างสมดุลระบบนิเวศควบคู่กับความมั่นคงด้านอาชีพของประชาชน

การลงพื้นที่ครั้งนี้เริ่มต้นที่ “งานผลิตพันธุ์สัตว์น้ำชายฝั่ง” ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการฟื้นฟูทรัพยากรทะเล ผ่านการเพาะพันธุ์ปลากะพงขาว หอยชักตีน และปลาการ์ตูน เพื่อการเรียนรู้และเป็นต้นแบบสร้างอาชีพใหม่ให้ชุมชน จากนั้นคณะสื่อมวลชนได้เยี่ยมชม “แปลงเกษตรผสมผสานบนดินตะกอนชายฝั่ง” ซึ่งเป็นพื้นที่เสื่อมโทรมเดิมที่ได้รับการฟื้นฟูด้วยการจัดการดิน น้ำ และพืชที่เหมาะสม จนกลายเป็นต้นแบบด้านความมั่นคงทางอาหาร

อีกหนึ่งจุดสำคัญคือ “ศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน” จุดเริ่มต้นของพระราชดำริในพื้นที่แห่งนี้ ป่าชายเลนที่เคยถูกทำลายอย่างหนักได้รับการฟื้นฟูจนกลับมาอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งขยายพันธุ์สัตว์น้ำวัยอ่อน และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่โดดเด่น คณะสื่อมวลชนยังได้ร่วมกิจกรรมปล่อยสัตว์น้ำคืนสู่ธรรมชาติ บนสะพานศึกษาธรรมชาติความยาวกว่า 1,600 เมตร

นอกจากนี้ยังได้เยี่ยมชมงานวิจัยและพัฒนา “การเพาะเลี้ยงสาหร่ายทะเล” ทั้งสาหร่ายพวงองุ่นและสาหร่ายผักกาดทะเล รวมถึงระบบเลี้ยงร่วมกับปูทะเลและปลากระบอกดำ ต้นแบบฟาร์มเชิงนิเวศที่สร้างรายได้และความยั่งยืนให้ชุมชน การสัญจรปิดท้ายที่ “อาคารสิริพัฒนภัณฑ์” แหล่งรวมผลิตภัณฑ์เด่นของศูนย์ฯ และชุมชน ไม่ว่าจะเป็นสาหร่ายทะเล ผักปลอดสารพิษ น้ำปลาแท้ กะปิแท้ และงานจักสาน สร้างอาชีพและรายได้ให้คนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความสำเร็จของแนวพระราชดำริ “จากยอดเขา สู่ท้องทะเล” ที่ไม่เพียงฟื้นฟูธรรมชาติให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ หากยังยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และขับเคลื่อนชุมชนในภาคตะวันออกให้เดินหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน