ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ถูกจับตาในระดับสากล การจัดมหกรรมกีฬาไม่ได้เป็นเพียงเวทีประชันฝีมือของนักกีฬาอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น ‘สนามสอบ’ ของประเทศเจ้าภาพว่าจะแสดงวิธีคิดด้านความยั่งยืนได้มากน้อยแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นโอลิมปิกปารีส 2024 หรือเอเชียนเกมส์ หางโจว 2022 ต่างก็ประกาศแนวทางลดคาร์บอนอย่างจริงจัง จนสังคมเริ่มตั้งคำถามว่าประเทศต่างๆ จะทำได้จริงหรือเป็นเพียงสโลแกนที่สวยหรู
อีกราวๆ หนึ่งสัปดาห์ ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่บททดสอบแบบเดียวกัน กับการรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2025 (SEA Games) ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2025 โดยมีสถานที่จัดการแข่งขันหลักกระจายอยู่ ในกรุงเทพฯ ชลบุรีและสงขลา พร้อมประกาศเป้าหมายที่จะทำให้ซีเกมส์ครั้งนี้เป็น มหกรรมกีฬาที่เป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ครั้งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การตั้งเป้าดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะกระแสโลกกำลังให้ความสนใจ แต่ยังสะท้อนยุทธศาสตร์ใหม่ของไทยที่ต้องการยกระดับมาตรฐานการจัดงานระดับนานาชาติให้ทันสมัย สอดคล้องกับนโยบายด้านพลังงานสะอาด และภาพลักษณ์ประเทศที่กำลังเร่งผลักดันอุตสาหกรรมสีเขียว
การตั้งเป้าดังกล่าวไม่ใช่เพียงเพราะเป็นการตอบสนองต่อกระแสความสนใจของโลกเท่านั้น แต่ยังสะท้อนทิศทางใหม่ของไทยที่ต้องการยกระดับมาตรฐานการจัดงานนานาชาติให้ทันสมัย สอดรับกับนโยบายพลังงานสะอาด และเสริมภาพลักษณ์ประเทศที่กำลังเร่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสีเขียว
ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยอธิบายว่า โจทย์ใหญ่ที่สุดของการจัดงานลักษณะนี้คือ ปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 70-80% มาจากการเดินทางของนักกีฬาและผู้เข้าร่วมงาน ขณะที่ซีเกมส์ครั้งนี้คาดว่าจะมีนักกีฬาราว 12,500 คน ทำให้ภาคส่วนอื่นอย่างพลังงาน การขนส่งภายในประเทศ และวัสดุที่ใช้ในสนาม ต้องเร่งลดการปล่อยคาร์บอนเพื่อชดเชยส่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมทั้งต้องบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตให้ครบถ้วนหลังจบการแข่งขั
ใช้ของเดิมให้คุ้ม ใช้พลังงานสะอาดให้มากที่สุด
การออกแบบซีเกมส์ 2025 ให้เดินหน้าไปสู่เป้าหมายคาร์บอนเป็นกลาง จึงเน้นไปที่มาตรการที่สามารถทำได้จริงภายในกรอบเวลาเตรียมงานที่จำกัด ไม่ว่าจะเป็น
- ใช้สถานที่แข่งขันเดิมเพื่อลดการก่อสร้างใหม่
- ติดตั้งจุดเติมน้ำดื่มเพื่อลดขวดพลาสติก
- จัดการขยะอย่างเป็นระบบและเพิ่มสัดส่วนการรีไซเคิล
- นำยานพาหนะไฟฟ้ามารับ-ส่งนักกีฬา
- รณรงค์ให้ผู้ชมใช้ระบบขนส่งสาธารณะหรือเดินทางร่วมกัน (Carpool)
มาตรการเหล่านี้ตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่า ‘การก่อสร้างใหม่’ เป็นกิจกรรมที่ปล่อยคาร์บอนเยอะที่สุดในงานกีฬายุคก่อน จึงหันมาใช้สนามเดิมและลดการสร้างใหม่ให้มากที่สุด
ประเทศไทยกับการสร้างมาตรฐานความยั่งยืน
แน่นอนว่าการที่ไทยตั้งเป้าหมายความยั่งยืนไว้อย่างชัดเจน ย่อมทำให้ความคาดหวังและแรงกดดันจากสายตานานาชาติเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย หลายประเทศต่างกำลังจับตาว่าไทยจะสร้าง ‘มาตรฐานใหม่’ ในการจัดงานในภูมิภาคได้จริงหรือไม่ ทั้งในมุมเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความสามารถในการเป็นเจ้าภาพงานระดับโลกในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันกีฬาอื่นๆ หรืออีเวนต์ด้านเศรษฐกิจและการประชุมระหว่างประเทศ
ในอีกด้านหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนชี้ว่าประเทศเจ้าภาพต้องมีระบบติดตามการปล่อยคาร์บอนที่โปร่งใส (MRV: Monitoring, Reporting and Verification) เพื่อพิสูจน์ว่ามาตรการต่างๆ ที่ประกาศไว้ทำได้จริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขที่ปรากฏบนรายงาน ซึ่งประเด็นนี้ถือเป็นจุดอ่อนที่หลายงานระดับโลกยังทำได้ไม่ครบถ้วน นอกจากนี้ คาร์บอนเครดิตที่ใช้ชดเชยหลังจบงานจะต้องระบุแหล่งที่มาอย่างชัดเจน และผ่านมาตรฐานสากล
ท้ายที่สุดแล้ว ไทยจะสามารถบรรลุเป้าหมายเป็นกลางคาร์บอนได้ตามที่ประกาศไว้หรือไม่? เชื่อว่าคำตอบจะเริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อไฟการแข่งขันถูกจุดขึ้นในเดือนธันวาคม 2025 ซึ่งจะไม่ใช่แค่จุดเริ่มต้นของซีเกมส์เท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของบททดสอบด้านความยั่งยืนครั้งใหญ่ของไทยอีกด้วย



