กรณีการออกพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 พ.ย. 2568 ซึ่งมีสาระสำคัญหลายประเด็น โดยเฉพาะการห้ามขายห้ามดื่มในช่วง “เวลาต้องห้าม” คือ เที่ยงคืน-11.00 น. และ 14.00-17.00 น. และการลงโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท ซึ่งถูกคัดค้านจากสมาคมและผู้ประกอบการ เพราะส่งผลกระทบต่อการทำมาหากิน เศรษฐกิจและการท่องเที่ยว แม้ว่า รมว.สาธารณสุข จะแถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เมื่อวันที่ 13 พ.ย. ที่ผ่านมา และมีมติผ่อนผัน 6 เดือน โดยจะรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชน 15 วัน ก่อนประกาศลงราชกิจจานุเบกษาและเริ่มใช้ได้ในช่วงต้นเดือน ธ.ค. นี้นั้น
กฎหมายเหล้าเบียร์ พรากเสรีภาพ ทุบเศรษฐกิจ
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวได้สอบถามความเห็นจากผู้ประกอบร้านค้าและร้านอาหารต่างๆ ที่เปิดเวลากลางวันใน จ.เพชรบูรณ์ ต่างมีความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า ไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว เพราะกระทบกับการค้าขายโดยตรง

นางลัดดา พรหมมาลี อายุ 53 ปี เจ้าของร้านดาบเดชอาหารป่า ในเมืองเพชรบูรณ์ กล่าวว่า ร้านเปิดขายในช่วงกลางวัน กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เกิน 80% เมื่อสั่งอาหารก็จะมีการสั่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รับประทานไปพร้อมกัน เพราะลูกค้าที่ร้านจะมาเป็นกลุ่ม ถ้ามีการบังคับใช้ตามกฎหมายนี้ ก็ได้รับผลกระทบโดยตรง ลูกค้าหายหมดแน่ เศรษฐกิจยิ่งแย่ ค้าขายก็ฝืดเคือง แค่ประคองไปวันๆ มาเจออย่างนี้จะอยู่กันอย่างไร ทั้งลูกจ้าง พนักงานร้าน ก็ต้องเดือดร้อนไปตามๆ กัน

“อยากจะฝากถามว่า ใครที่คิดออกกฎหมายฉบับนี้ และเพื่ออะไร ทำไมไม่คิดทำในสิ่งที่เป็นปัญหากับประเทศจริงๆ เช่นเรื่องยาเสพติด หรือปัญหาอาชญากรรมต่างๆ ซึ่งมันไม่ได้เกิดประโยชน์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจเลย มีแต่จะทำให้ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านต่างๆ ต้องเดือดร้อน จึงอยากให้ยกเลิก พ.ร.บ.นี้ หากยังขืนบังคับใช้ เชื่อได้เลยว่าเศรษฐกิจฐานรากจะต้องพังพินาศ เพราะผู้ได้รับผลกระทบคงไม่ใช่แค่ร้านค้าเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปถึงพนักงาน ลูกจ้าง และครอบครัว เมื่อร้านอยู่ไม่ได้ พวกเขาก็ต้องตกงาน เดือดร้อนตามไปด้วย สรุปก็คือไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร มีแต่ผลกระทบเป็นวงกว้างตามมา” นางลัดดา กล่าว



