เราประมาทว่า ฝนตกหนักเหมือนทุกปี ถ้ามีน้ำท่วมก็คงเหมือนเดิม เดี๋ยวเทศบาลก็เร่งสูบออก ใจเย็นได้ ไม่ต้องอพยพ
เราประมาทว่า แม้มีคำเตือนจากกรมอุตุฯ แต่อ่านไม่เข้าใจ หรือไม่สนใจ แถมฟังเทศบาลไลฟ์สดต่อเนื่องว่า เอาอยู่
เราประมาทว่า ระบบระบายน้ำที่เราทำไว้ดีแล้ว เพิ่มกำแพงถุงทราย และเครื่องปั๊มน้ำอีกหน่อย คงเอาอยู่ โดยไม่คิดว่าโลกเปลี่ยนไปแล้ว และไม่มีใครอ่าน data ข้อมูลน้ำ ไม่มีคนคำนวณปริมาณน้ำเป็น หรือไม่ก็คนที่ทำเป็นเสียงดังไม่พอ

เราประมาทว่า หน่วยงานราชการท้องถิ่นจะรู้จริง รายงานความจริง จะได้ประเมินสถานการณ์ว่าวิกฤติแค่ไหน แต่เราประมาท คิดว่าระบบราชการแข็งแรงมีประสิทธิภาพ ในความเป็นจริงระบบราชการได้ล่มสลายไปนานแล้ว
เราประมาทว่า พอสถานการณ์วิกฤติถึงขั้นสุด จะมีผู้นำเป็นฮีโร่มาช่วยเราได้ เราเห็นผู้นำหลายคนลงพื้นที่สร้างภาพ มีการแต่งตั้งผู้รับผิดชอบมากมาย ชี้นิ้วต่อว่ากันไปมา ไม่บูรณาการ เรายังประมาทว่า เรามีคนที่มีภาวะผู้นำที่เราไว้ใจได้

เราประมาทว่า ถ้ารัฐล้มเหลว เหล่าจิตอาสา บรรเทาสาธารณภัย ภาคประชาชนจะช่วยเราได้ แต่ในวิกฤติที่ใหญ่เช่นนี้ พวกเขาก็เอาไม่อยู่ แม้จะทุ่มเททำงานกันโดยไม่ได้พัก แถมพวกเขายังไม่รู้ว่าใครเป็นผู้บัญชาการภาครัฐที่จะสนับสนุนเขา
เราประมาทว่า ในช่วงเวลาที่ยากลำบากจะไม่มีขโมย มิจฉาชีพ เรายังประมาท ในความเครียด ความอดทน ของเราเอง
เราทุกคนยังประมาทในเรื่องอื่นอีกมากมาย ที่สำคัญที่สุด เราประมาทที่คิดว่าโลกเรายังเหมือนเดิม ที่จริงโลกเราเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่โลกร้อนแต่เป็นโลกเดือด เราประมาทพลังของธรรมชาติ ที่เคยเป็นมิตรกับเรา ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว
เรายังคงประมาท ที่ปล่อยคาร์บอนกันอย่างเสรี ทั้ง ๆ ที่เราต้องควบคุมตัวเองไม่ให้ปล่อยคาร์บอนเกินคนละ 2 ตันต่อปี.



