สืบเนื่องจาก “ธนาคารจิตอาสาและความสุขประเทศไทย” พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายสุขภาวะทางปัญญา ได้ร่วมกันขับเคลื่อนเรื่อง “การฟัง” ให้เป็นวาระแห่งชาติ กำหนดให้ทุกเดือนพฤศจิกายน ของทุกปี เป็น “เดือนแห่งการฟังแห่งชาติ” (National Month of Listening) ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นต่อเนื่องปีที่ 2 ในแคมเปญ “ฟังด้วยหู ดูด้วยใจ” โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มุ่งกระตุ้นให้สังคมเห็นความสำคัญของ “การฟัง” เป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาความสัมพันธ์ในทุกระดับ สร้างความเข้าใจตนเอง ผู้อื่น และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ที่ดีในสังคม

ซึ่งปีนี้มีหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน โรงเรียน โรงพยาบาล มูลนิธิ รวมกว่า 100 องค์กร เข้าร่วมแคมเปญเดือนการฟังแห่งชาติตลอดทั้งเดือน ดังนั้น เพื่อเป็นการถอดบทเรียน สะท้อนแนวคิด แลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน รวมถึงร่วมกันกำหนดทิศทางการทำงานในครั้งต่อไป จึงได้จัดงาน “ฟังด้วยหู ดูด้วยใจ Summit” ขึ้นที่บ้านเซเวียร์ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ในวันที่ผ่านมา โดย “ดร.สรยุทธ รัตนพจนารถ” ผู้อำนวยการร่วมธนาคารจิตอาสา กล่าวถึงความสำคัญของการฟังว่า “เป็นพื้นฐานของสุขภาวะทางปัญญา (spiritual health) ซึ่งหมายถึงความสุขหรือสุขภาวะที่เกิดจากการรู้จักเข้าใจตนเองและชีวิต เห็นความเชื่อมโยงระหว่างตัวเรากับคนอื่น กับโลก กับธรรมชาติ และสิ่งสูงสุดนั้นนำไปสู่การร่วมสร้างสังคมเกื้อกูล และที่สำคัญคือทุกปัญหาดีขึ้นได้ด้วยการฟัง ตามชื่อของแคมเปญปีนี้จริงๆ การจัดแคมเปญในปีนี้ถือได้ว่าประสบความสำเร็จ โดยพัฒนาขึ้นมาจากปีที่แล้ว เห็นชัดเจนจากจำนวนองค์กรที่มาร่วมจัด เพิ่มขึ้นมากกว่าปีที่แล้วถึง5เท่า การมีส่วนร่วมของหน่วยงาน ภาคส่วนต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น องค์กรหลากหลายรูปแบบต่างสามารถสร้างกิจกรรมที่ส่งเสริมการฟังได้ ทำให้เห็นได้ชัดว่าใครๆ ก็ทำได้ ซึ่งในปีหน้าเราตั้งเป้าที่จะให้องค์กรต่างๆ เห็นความสำคัญและเป็นเจ้าของงานมากขึ้น ให้เห็นว่าการฟังเป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลจิตใจ การดูแลกันและกัน ซึ่งจะทำให้ทุกองค์กรมีความเข้มแข็งยืดหยุ่น (resilience) สามารถเผชิญวิกฤตที่เกิดขึ้นในความถี่และความรุนแรงที่มากขึ้นได้”

และตัวแทนจากองค์กรต่างๆ ที่จัดกิจกรรมเนื่องในเดือนการฟังแห่งชาติได้สะท้อนมุมมองต่อการร่วมแคมเปญครั้งนี้ อาทิ พญ.รัชฎา สหะวรกุลศักดิ์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ความเปลี่ยนแปลงด้วยการฟัง ที่มีจุดเริ่มต้นประสบการณ์ตรงจากตนเองและครอบครัวจนขยายเข้าสู่การนำมาประยุกต์ใช้ในโรงพยาบาล “ได้เรียนรู้เรื่องของการฟังจากธนาคารจิตอาสา และนำไปใช้กับครอบครัว จากเมื่อก่อนเราฟังคุณพ่อเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่เราไม่ได้ฟังและเข้าใจสิ่งที่พ่อจะสื่อสารออกมาจริงๆ จนได้มาเรียนรู้ทักษะการฟังกับธนาคารจิตอาสา ทำให้เริ่มรู้ว่าสิ่งที่คุณพ่อสื่อสารนั้นมีมากกว่าแค่คำพูด มันทำให้เรากลับมาเชื่อมโยงกับคุณพ่อได้จริงๆ ดีขึ้นแบบเห็นได้ชัด ก็เลยอยากส่งต่อเรื่องนี้ไปที่งานของโรงพยาบาล เราเป็นหมอฟื้นฟู ต้องคิดเร็ว วิเคราะห์เร็ว เวลาตรวจคนไข้ก็มีจำกัด เราเลยใช้ ‘หัว’ มากกว่าการใช้ ‘ใจฟัง’ มองว่าตอนนี้ทุกองค์กรล้วนมีปัญหาเรื่องเดียวกัน คือ ‘การสื่อสาร’ ทั้งการสื่อสารภายในเจ้าหน้าที่ การสื่อสารระหว่างหน่วยงาน ไปจนถึงการสื่อสารกับผู้รับบริการ ซึ่งการฟังเป็นเครื่องมือที่ตอบโจทย์ เราก็เริ่มขับเคลื่อนเรื่องนี้ในโรงพยาบาลอภัยภูเบศรอย่างจริงจังต่อเนื่องมาตลอด 2 ปี ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทั้งผู้บริหาร และทั้งบุคลากรทุกหน่วยฝ่าย และเกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นกับผู้เข้าร่วมกิจกรรมอย่างเห็นได้ชัดในทุกระดับตั้งแต่เจ้าหน้าที่ไปจนถึงถึงผู้มารับบริการ”

ในส่วนของงานการฟัง ที่นำไปใช้กับโรงเรียน อาจารย์เลิศศักดิ์ แจ่มคล้าย จากโรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ เล่าถึงการทำงานว่า “ตอนที่ผมเข้ามารับตำแหน่งเป็นครูฝ่ายปกครอง ผมอยากเปลี่ยนวิธีคิดในการทำงานด้านปกครองในโรงเรียนใหม่ทั้งหมด จากเดิมที่อาจจะมีความห่าง หรือเน้นเรื่องกฎระเบียบเป็นหลัก ผมอยากปรับเป็น ‘ความเข้าใจกัน’ มากกว่า อยากให้ครูกับเด็กยืนอยู่ในความสัมพันธ์แบบมนุษย์ที่รับฟังกันจริงๆ ได้ทีมทำงานของธนาคารจิตอาสามาช่วยอบรมให้ความรู้กับครูฝ่ายปกครองกลุ่มแรก 19 คนก่อน จากนั้นก็ขยายไปสู่กลุ่มครูที่สนใจและมีแววว่าเข้ากับเด็กได้ดี เปิดอบรมเพิ่มอีกประมาณ 50–60 คน จนท้ายที่สุดก็อบรมให้ครูทั้งโรงเรียนกว่า 180 คน ในส่วนของ ‘เดือนการฟังแห่งชาติ’ ผมก็ชวนเด็กๆ มาร่วมทำกิจกรรมด้วย ปีนี้ก็มี 6 กิจกรรม บรรยากาศออกมาดีมากครับ เด็กๆ หลายคนสะท้อนเหมือนกันว่า การมาเป็นอาสารับฟังนอกจากเขาจะได้ช่วยเหลือคนอื่น เขายังได้เรียนรู้ชีวิตของผู้คน ได้ฟังเรื่องราวหลากหลาย ได้เรียนรู้และเติบโตไปกับการฟัง ทำให้เขามองโลกกว้างขึ้น และมีมิติในการใช้ชีวิตมากกว่าเดิมเยอะมาก และแน่นอนว่าการฟังเรื่องหนักๆ ก็ทำให้ใจล้าได้เหมือนกัน เราเลยจะคอยแนะนำเขาเสมอว่า หากเมื่อไหร่รู้สึกไม่ไหว ก็ให้รู้จัก ‘วาง’ รู้จักสร้างพื้นที่ให้ตัวเอง หรือบอกตัวเองว่า ‘ขอพักก่อนนะ’ เพื่อให้เขาดูแลใจตัวเองได้อย่างปลอดภัย เพราะในทุกกิจกรรมเราดูแลใจกันและกันเสมอครับ”

ทางด้าน ผศ. ดร.นฤมล เอมะรัตต์ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้นำเรื่องการฟังไปเพิ่มเป็นทักษะให้กับบุคลากรในมหาวิทยาลัย กล่าวว่า “ปีที่แล้ว ทางคณะวิทยาศาสตร์ได้ร่วมกับธนาคารจิตอาสาจัด Listenian Space ซึ่งเปิดพื้นที่ให้อาสาสมัครลงไปรับฟัง และเปิดโอกาสให้ใครที่สนใจสามารถสมัครเข้ามาพูดหรือเล่าเรื่องราวของตัวเองได้ นอกจากนั้น ยังมีการจัด Workshop อบรมทักษะการฟัง โดยมีวิทยากรจากธนาคารจิตอาสามาช่วยสอนให้ด้วย บุคลากรในคณะ รวมถึงอาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา ต่างเข้ามาเรียนรู้หลักการเป็น ‘ผู้ฟัง’ ก่อนลงพื้นที่จริง เมื่อมาถึงปีนี้ อาสากลุ่มเดิมของปีที่แล้วจึงลุกขึ้นมาทำกิจกรรมต่อด้วยตัวเอง โดยจัดกิจกรรม Listenian Space ที่คณะวิทยาศาสตร์ เปิดให้ผู้สนใจลงทะเบียนเข้ามาเล่าเรื่องราว ทุกวันพุธเวลา 13.00–16.00 น. ตลอดทั้งเดือนพฤศจิกายน รวม 4 ครั้ง ซึ่งกลุ่มเป้าหมายหลักของปีนี้ก็คือนักศึกษาและบุคลากรภายในคณะ โดยหลังจบกิจกรรมในแต่ละครั้ง ผู้เข้าร่วมทุกคนจะได้รับแบบสอบถาม ซึ่งพบว่าเกือบ 100% ของผู้ที่มาเล่าเรื่องมาด้วยความทุกข์ และกว่า 80–90% บอกว่า รู้สึก ‘โล่งขึ้นมาก’ หลังได้พูดคุย หลายคนบอกว่ารู้สึกเหมือนได้ปลดล็อก หรือได้หาทางออกให้ตัวเอง ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า ‘การฟัง’ เป็นเรื่องสำคัญและในมุมมองส่วนตัวก็เชื่อว่า การฟังสามารถ ‘ช่วยชีวิตคน’ ได้จริง โดยเฉพาะเมื่อคนคนหนึ่งรู้สึกว่าหันไปหาที่ไหนไม่ได้ แต่ยังรู้ว่ามีใครสักคนที่พร้อมรับฟังอย่างลึกซึ้ง การฟังที่ถูกวิธีช่วยให้หลายคนไม่จมอยู่กับความทุกข์ และช่วยดึงเขาขึ้นมาจากความมืดในช่วงที่ยากที่สุดของชีวิตได้ นี่คือพลังของการฟังที่จับต้องได้จริงค่ะ”


