เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง ได้โพสต์ข้อความระบุว่า 7 วัน เข้าบ้าน 14 วัน ขยะหมด เป็นเป้าหมายที่ดี หากรัฐบาลทำได้ ไม่อย่างนั้นก็เหมือนเดิม ที่ดีแต่พูด ขอให้กำลังใจทำให้ได้ทีเถอะ เพราะถือเป็นผลดีต่อประชาชนชาวหาดใหญ่ แต่การพูดมักต่างกับการกระทำ
นักการเมืองแต่ละคนไล่ตั้งแต่รัฐมนตรี ถึง นายกรัฐมนตรี ไม่มีใครรู้เรื่องภัยพิบัติน้ำท่วมสักคน แต่ใช้ลีลาวาจาเสมือนผู้เชี่ยวชาญ ทั้งๆ ที่เป็นแค่เด็กฝึกงานในเรื่องน้ำด้วยซ้ำ จึงได้แต่พาทัวร์ดูสภาพบ้านเมืองวอดวาย แล้วก็ไปแจกของ แจกอาหาร แจกถุงยังชีพ แม้แต่คนพื้นที่อย่าง “นายกแป้น” ยังพังไม่เหลือสภาพ
วิกฤติน้ำท่วมหาดใหญ่ ทำให้เราได้เห็นไส้ในของนักการเมืองทุกคน ที่ทำงานไม่เป็น แต่ยังอาสามาบริหารบ้านเมือง ครั้นเมื่อเจอกับวิกฤติน้ำท่วมก็ทำอะไรไม่ถูก บางคนไต่ชั้นจากท้องถิ่นมาเป็น สส. และเข้ามาควบคุมองคาพยพต่างๆ ในระบบงานราชการ จนได้เป็นรัฐมนตรี
ถามจริงๆ เคยมีประสบการณ์บริหารงานอะไรมาก่อนหรือเปล่า? แต่คุณสมบัตินักการเมืองที่ต้องมี เพียงแค่ภาพลักษณ์ การพูดให้คนเชื่อ หลังจากที่ได้เป็นก็รักษาอำนาจไว้ทุกวิถีทาง บางคนส่งต่อให้ลูกให้หลาน ทั้งที่คนต่างๆ เหล่านั้นทำงานไม่เป็น แต่มีเงินทองล้นหลามจากการเมือง และเครือข่ายคะแนนเสียง
ได้เสวยสุขอำนาจบารมีที่ส่งต่อผ่านมาถึงลูกหลานเหมือนสมบัติประจำตระกูล แต่ไม่มีจิตใจของความเป็นนักการเมืองที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ทุกประเทศที่มีภัยพิบัติ ไม่มีนายกฯ หรือรัฐมนตรีที่ไหนไปนั่งรถแจกของ แต่ต้องบริหารจัดการสถานการณ์ มีศูนย์อพยพ ช่วยเหลือทันท่วงที
ส่วนผู้ที่ลงมือทำต้องเป็นข้าราชการประจำ ที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายต่างหาก การที่นักการเมืองทำท่าทีตรวจพื้นที่สั่งการแสดงต่อหน้าสื่อ เพื่อรักษาภาพของการทำงานช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ที่จริงแล้วงานไม่เดิน เสมือนระบบไม่ทำงาน
จนแม้กระทั่งน้ำลดลงชาวบ้านถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัว เพราะการค้า ไปจนถึงบ้านเรือนพังพินาศ นักการเมืองก็ยังเล่นบทบาทเดิม คือ นั่งรถสูงตรวจพื้นที่ รวมเอาคนต่างๆ ทางการเมืองมาครบทั้งทีมแคนดิเดตนายกฯ เสนอหน้าขึ้นรถแจกข้าวของให้ชาวบ้าน
ถือโอกาสสร้างภาพลักษณ์ทางการเมืองเพื่อให้สื่อนำเสนอเห็นหน้าเห็นตา ซ้ำยังตั้งเด็กเมื่อวานซืนที่ไม่รู้เรื่องน้ำเรื่องพื้นที่มาเป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหาดใหญ่มีอ่างเก็บน้ำกี่แห่ง มีคลองกี่สายที่จะระบายน้ำ แทนที่จะเอาผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจงานตั้งแต่ต้นในการบริหารจัดการ จนถึงขั้นตอนการฟื้นฟู
กลับล้วนนำเอานักการเมืองที่เกี่ยวข้องกับคะแนนเสียงในการเลือกตั้งมาทำงานทั้งสิ้น พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ ยังเล่นการเมืองไม่เลิก แม้กระทั่งช่วงวิกฤติ ยังเอาพวกตัวเองมาแจกจ่ายตำแหน่งทำงานสารพัดอำนวยการ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ บางคนยังไม่รู้เลยว่าเคยไปหาดใหญ่หรือไม่?
ส่วนตัวนายกฯ แม้เอ่ยยอมรับผิด นอกจากเอ่ยช้าแล้ว ยังคงพูดเสมือนว่า “ใครเป็นนายกฯ หากมีคนตายก็ต้องผิดอยู่แล้ว” บ้างล่ะ หรือ “อยากเปลี่ยนนามสกุลเป็น หลีกภัย” บ้างล่ะ
ยังติดวาทกรรมทางการเมือง ไม่ได้ยอมรับว่าตัวเองผิดพลาดอย่างแท้จริง ไม่มีความจริงใจในการขอโทษประชาชน ขนาดน้ำท่วมชาวบ้านเดือดร้อนแสนสาหัส ยังเอามาเป็นเรื่องการเมืองหาเสียงทางอ้อม ในภาพความเป็นจริงจึงเห็นว่า นายกฯ อนุทิน ไปจนถึง นายกท้องถิ่น ตอนพูดหาเสียงหนักแน่นขึงขัง เชี่ยวชาญไปทุกเรื่อง แต่พอให้ทำงานจริงเมื่อมีวิกฤติที่ต้องการผู้นำที่เด็ดขาด รู้งาน และกล้าตัดสินใจ
กลับทำได้แค่ถามชาวบ้านว่า “กินข้าวหรือยัง?” นักการเมืองต้องแยกให้ออกว่า ภาวะวิกฤติน้ำท่วมไม่สามารถเอาการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ควรใช้ระบบราชการที่มีผู้เชี่ยวชาญ มีความรู้ มีความเข้าใจ มาแก้ไขสถานการณ์ แต่ไม่ว่าจะไปหาดใหญ่สักกี่ครั้ง นายกฯ อนุทิน ยังคงเอาเรื่องน้ำท่วมมาเล่นการเมืองเหมือนเดิม
จนถึงวันนี้จึงไม่มีใครเชื่อว่า 7 วัน เข้าบ้านได้ ก็ในเมื่อบ้านพังหมด วันนี้เข้าได้ แต่มันอยู่ไม่ได้ ส่วน 14 วัน “บิ๊กคลีนนิ่งเดย์” ทำความสะอาดใหญ่ต้องเป่านกหวีดปล่อยทีมโชว์
โถ จะเซิ้งกันไปถึงไหน? วิกฤติครั้งนี้จึงเห็นว่า นักการเมืองไม่เคยคิดเรื่องอื่นเป็นนอกจากสร้างภาพลักษณ์เพื่อคะแนนเสียง
แม้แต่วิกฤติเดือดร้อนของชาวบ้านอย่างนี้ ยังเล่นการเมืองกันไม่เลิก



