พระมหาพร้อมพงศ์ ปภสฺสรจิตฺโต ผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทสี่รอย จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ตามที่ได้เกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วงปี 2563-2566 ตนได้ก่อตั้งโครงการ “พระไม่ทิ้งโยม” เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชน โดยได้รับความเมตตาจากพระสุธีรัตรบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดสุทธิวราราม ให้ใช้สถานที่ในการจัดตั้งศูนย์พักคอยภายในวัดสุทธิวราราม เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ป่วยโควิด จึงได้นำประสบการณ์ภาคสนามในช่วงวิกฤตโควิด-19 มาพัฒนางานวิชาการว่าด้วย “ระบบบริหารจัดการศูนย์พักคอยในวัดเพื่อรองรับภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขในกรุงเทพมหานคร” เป็นดุษฎีนิพนธ์ การจบหลักสูตรปริญญาพุทธศาสนาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราวิทยาลัย (มจร) และได้รับการนุมัติให้จบหลักสูตร โดยจะเข้าพิธีประสาทปริญญาในวันที่ 7 ธ.ค. 2568 ที่ มจร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา
พระมหาพร้อมพงศ์ กล่าวต่อไปว่า งานศึกษาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นบทบาทของคณะสงฆ์และวัดที่ถูกปรับให้เป็นศูนย์พักคอยชั่วคราว ช่วยรองรับผู้ป่วยจำนวนมากในช่วงที่โรงพยาบาลไม่สามารถจัดสรรเตียงได้ทัน พร้อมทั้งเผยให้เห็นพลังความร่วมมือของชุมชนที่สร้างประโยชน์ต่อประเทศ สังคม และชุมชนอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงการแพร่ระบาด ซึ่งตนได้ลงพื้นที่ดูแลผู้ป่วยตามชุมชนเสี่ยง ขนส่งอาหาร ยา เวชภัณฑ์ และจัดการระบบดูแลผู้ป่วยสีเขียวภายในวัดอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกัน ยังเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนการสอบบาลีสนามหลวงที่ต้องเผชิญข้อจำกัดจากมาตรการควบคุมโรค ทำให้พระภิกษุสามเณรยังสามารถเข้ารับการสอบได้อย่างปลอดภัยแม้อยู่ในช่วงภาวะวิกฤติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความทุ่มเทของคณะสงฆ์ทั้งในด้านสาธารณสงเคราะห์และการธำรงพระพุทธศาสนาให้เดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางการแพร่ระบาด
พระมหาพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นว่า การนำวัดมาใช้เป็นศูนย์พักคอยทำให้เกิด “โมเดลรับมือวิกฤติระดับชาติ” ผ่านระบบบริหารสามชั้น ได้แก่ ระดับนโยบาย ระดับอำนวยการ และระดับปฏิบัติ ซึ่งช่วยให้การตัดสินใจ การสั่งการ และการประสานงานกับหน่วยงานรัฐเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว วัดจึงเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยลดภาระโรงพยาบาล กระจายผู้ป่วยสีเขียวออกจากระบบหลัก และเพิ่มความคล่องตัวในการใช้ทรัพยากรท้องถิ่น เช่น อาคารวัด อาสาสมัคร และอุปกรณ์พื้นฐานอย่างคุ้มค่า และบทบาทของวัดไม่ได้หยุดเพียงการพักคอยผู้ป่วย แต่ยังทำให้ชุมชนเข้าถึงบริการสุขภาพขั้นต้นได้ง่ายขึ้น ช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาล และเป็นพื้นที่ที่ประชาชนรู้สึกคุ้นเคย ปลอดภัย และไว้วางใจ ผ่านเครือข่ายความร่วมมือระหว่างวัด หน่วยงานรัฐ และภาคประชาชน จิตอาสาในท้องถิ่น มีบทบาทสำคัญช่วยกันจัดหาอาหาร เครื่องใช้ และดูแลผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ ในด้านจิตใจวัดยังเป็นศูนย์กลางที่ช่วยบรรเทาความกลัว ความเครียด ด้วยหลักเมตตากรุณาตามหลักพุทธธรรม ทำให้ผู้ป่วยและครอบครัวได้รับการดูแลทั้งด้านกายและใจ
“การร่วมมือกันของหลายภาคส่วน ทำให้เกิดพลังใหม่ในการจัดการวิกฤติ ชุมชนมีความพร้อมมากขึ้นในการพึ่งพาตนเอง ผ่านการอบรมอาสาสมัคร พระสงฆ์ และประชาชนให้มีทักษะด้านสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน สามารถจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินได้โดยไม่ต้องพึ่งกำลังจากภายนอกมากเท่าเดิม ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ วัด และชุมชนได้รับการกระชับแน่นขึ้น ทำให้การดูแลผู้ป่วยและการสื่อสารมาตรการต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่นและไว้วางใจได้ ซึ่งงานวิจัยนี้ยังเสนอโมเดลที่สามารถต่อยอดใช้ในเหตุฉุกเฉินด้านสาธารณสุขในอนาคต เป็นแนวทางให้ชุมชนทั่วประเทศพัฒนาระบบการดูแลประชาชนอย่างยั่งยืนด้วย” พระมหาพร้อมพงศ์ กล่าว



