หลังสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของภาคใต้เริ่มคลี่คลาย แม้ระดับน้ำจะลดลงจนเจ้าของบ้านทยอยกลับมาฟื้นฟูสภาพความเสียหาย ทว่า ‘นพ.ฆนัท ครุธกูล’ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและโภชนวิทยาคลินิก และนายกสมาคมโภชนาการเพื่อกีฬาและสุขภาพ ย้ำว่า ‘อย่าเพิ่งชะล่าใจ’ เพราะภัยที่ตามมาหลังน้ำลดอาจรุนแรงกว่าที่คิด โดยเฉพาะ ‘เชื้อรา’ ที่กำลังเติบโตในแทบทุกจุดที่ชื้นสะสมภายในเวลาเพียง 24-48 ชั่วโมง

‘นพ.ฆนัท’ อธิบายว่า ภัยพิบัติอย่างน้ำท่วมหรือดินถล่มมักมาพร้อมความเสี่ยงต่อการติดเชื้อราแบบรุกราน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ซึ่งเชื้อราที่ต้องจับตาเป็นพิเศษมี 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
1. Aspergillus เชื้อราในอากาศที่มักไม่อันตรายในคนทั่วไป แต่สามารถทำให้เกิด Invasive Aspergillosis ภาวะที่เชื้อราแพร่จากปอดไปยังหัวใจ สมอง หรือไต พบมากในผู้ที่ปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้ป่วยโรครุนแรง หรือผู้ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

2. เชื้อราดำ ซึ่งพบจากแผลที่สัมผัสน้ำสกปรก ดิน หรือสิ่งปฏิกูล เสี่ยงอันตรายเป็นพิเศษในผู้ป่วยเบาหวานหรือผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ รวมถึงเชื้อรา Stachybotrys ที่ปล่อยสารก่อการระคายเคืองและสารพิษ ทำให้แสบตา คัดจมูก และกระตุ้นอาการหอบหืดได้ง่าย

3. กลุ่ม Alternaria และ Penicillium มักโตบนผนังเปียก เฟอร์นิเจอร์ไม้ หรือเสื้อผ้าที่แห้งไม่สนิท เป็นตัวกระตุ้นอาการแพ้ที่พบได้บ่อยเช่นกัน

เมื่อสำรวจสภาพบ้านหลังน้ำลด จุดที่มักพบการเติบโตของเชื้อรา ได้แก่ ฝ้าเพดาน ผนังที่เคยสัมผัสน้ำ ใต้ซิงก์ ใต้อ่างล้างจาน มุมอับลม หลังตู้เย็น ตู้เสื้อผ้า โต๊ะไม้ รวมถึงที่นอน ผ้าม่าน พรม รองเท้า และเสื้อผ้าที่ชื้นอับ ซึ่งเจ้าของบ้านจำเป็นต้องตรวจอย่างละเอียด

สำหรับการกำจัดเชื้อราในบ้าน นพ.ฆนัท กล่าวว่า ‘สำคัญที่สุดคือการทำให้บ้านแห้งเร็วที่สุด’ โดยเปิดประตู-หน้าต่างให้ลมผ่าน ใช้พัดลมช่วยไล่ความชื้น หรือเปิดแอร์โหมด Dry หากมี นอกจากนี้ควรยกเฟอร์นิเจอร์ออกจากผนังเพื่อให้อากาศหมุนเวียนด้านหลังได้ดีขึ้น

ส่วนการทำความสะอาดผนัง ฝ้า และเพดาน ควรทำให้ผิวเปียกก่อนเช็ดเพื่อลดการฟุ้งกระจายของสปอร์รา ใช้น้ำยาซักผ้าขาวหรือน้ำยาฆ่าเชื้อที่มีโซเดียมไฮโปคลอไรท์ 0.1–0.5% ชุบผ้าหรือฟองน้ำเช็ด ไม่ใช้แปรงแข็งถูแรง เพราะจะทำให้สปอร์ฟุ้งในอากาศ หากผนังมีเชื้อราขึ้นเด่นชัด ควรรองพื้นด้วยสีกันเชื้อราเมื่อผนังแห้งสนิท ส่วนวิธีที่ “ไม่ควรทำเด็ดขาด” คือการกวาดหรือขัดแบบแห้งทุกชนิด เพราะยิ่งเพิ่มการแพร่กระจายของเชื้อรา

ในส่วนของสิ่งทอ เช่น เสื้อผ้า ผ้าม่าน หรือผ้าปูที่นอน ควรแช่น้ำร้อนผสมน้ำส้มสายชูหรือน้ำยาฆ่าเชื้อ 30 นาที ก่อนซักด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำร้อน ตากแดดจัดจนแห้งสนิท และรีดด้วยไอน้ำร้อน หากยังมีกลิ่นอับหรือจุดดำแม้ซักแล้ว ควรทิ้งเพราะเชื้อราอาจฝังลึกในเนื้อผ้า

สำหรับเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ เช่น ที่นอน โซฟา หรือพรม หากไม่มีเครื่องดูดฝุ่นที่มีแผ่นกรอง HEPA แนะนำให้ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดคลุมผิวหน้า 10–15 นาทีเพื่อไม่ให้สปอร์ฟุ้ง จากนั้นจึงเช็ดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่ผสมน้ำ หากยังคงมีกลิ่นหรือรอยเชื้อรา ควรเปลี่ยนใหม่ เนื่องจากเชื้ออาจกระจายอยู่ในเส้นใยลึกจนยากต่อการกำจัด

ทั้งนี้ นพ.ฆนัท ย้ำว่า กลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในบ้านที่เพิ่งประสบปัญหาเชื้อราคือ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน หอบหืด ปอดเรื้อรัง มะเร็ง รวมถึงผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกันหรือสเตียรอยด์เป็นประจำ โดยควรย้ายไปพักยังสถานที่แห้งชั่วคราว และหากมีอาการผิดปกติ เช่น ไอเรื้อรัง เหนื่อยง่าย หายใจมีเสียงหวีด คัดจมูกเรื้อรัง ผื่นแดง หรืออาการแพ้ที่ไม่ทุเลา ควรรีบพบแพทย์พร้อมแจ้งประวัติบ้านน้ำท่วมหรือเคยมีเชื้อรา เพื่อช่วยให้วินิจฉัยและรักษาได้อย่างตรงจุด