เมื่อวันที่ 22 พ.ค. กรมราชทัณฑ์ โดยส่วนประชาสัมพันธ์ เผยแพร่เอกสารข่าวระบุใจความ ตามที่ปรากฏรายงานข่าวกรณีผู้แทนกฎหมายของ นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ได้เข้ายื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร นั้น
กรมราชทัณฑ์ ชี้แจงข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานจากพฤติการณ์ที่ปรากฏ ดังนี้ นายจตุภัทร์ ได้กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนกฎระเบียบและข้อกำหนดภายในเรือนจำอย่างชัดเจน ได้แก่ การนำเสื้อผ้าของทางราชการไปคลุมปิดกล้องวงจรปิดในห้องคุมขัง ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญในการรักษาความปลอดภัยและเฝ้าระวังเหตุฉุกเฉิน และการนำกาแฟผสมน้ำไปขีดเขียนข้อความขนาดใหญ่บนกำแพงภายในห้อง ซึ่งข้อความมีลักษณะเป็นการเขียนข้อความที่ไม่สมควร ส่งผลให้เรือนจำฯ เกิดความเสียหายในด้านการพัฒนาพฤตินิสัยและการควบคุม ก่อให้เกิดความสกปรกและทรัพย์สินราชการเสียหาย จากการสอบข้อเท็จจริงของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ปรากฏว่า คณะกรรมการฯ ได้มีการแจ้งให้นายจตุภัทร์ทราบแล้วว่า มีสิทธินำบุคคลที่ไว้วางใจเข้ารับฟังการสอบสวนได้ ซึ่งนายจตุภัทร์ได้ลงลายมือชื่อรับทราบและรับรองถ้อยคำในบันทึกคำให้การแล้ว แต่ไม่ปรากฏว่านายจตุภัทร์ได้ร้องขอให้มีบุคคลที่ตนไว้วางใจหรือทนายความเข้ารับฟังการสอบข้อเท็จจริงและมิได้นำพยานหลักฐานมาแสดง เพื่อแก้ข้อกล่าวหาหรือขอตรวจสอบเอกสารเกี่ยวกับข้อกล่าวหา ประกอบกับหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิดบันทึกพฤติการณ์ไว้ได้ทั้งหมด นายจตุภัทร์ได้ให้การยอมรับว่ากระทำการตามที่ถูกกล่าวหาโดยมิได้โต้แย้งในปัญหาข้อเท็จจริงแต่อย่างใด ซึ่งเจ้าพนักงานเรือนจำมีอำนาจดำเนินการทางวินัยตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด

ทั้งนี้ การลงโทษทางวินัยดังกล่าว ได้ดำเนินการภายใต้กระบวนการพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยคำนึงถึงหลักความเหมาะสม สัดส่วนแห่งการลงโทษ และสิทธิของผู้ต้องขังตามที่กฎหมายรับรองไว้ทุกประการ มิได้เป็นการเลือกปฏิบัติหรือใช้อำนาจโดยมิชอบแต่อย่างใด ส่วนกรณีข้อโต้แย้งถูกงดเยี่ยมญาติใกล้ชิด โดยไม่ระบุเวลาสิ้นสุดการลงโทษนั้น กรมราชทัณฑ์ขอเรียนว่า ได้ดำเนินการทางวินัยตามกฎกระทรวง การดำเนินการทางวินัยผู้ต้องขัง พ.ศ. 2563 แก่นายจตุภัทร์ ฐานจงใจทำให้ทรัพย์สินของทางราชการหรือของผู้อื่นเสียหาย ข้อ 10 (2) ให้ลดชั้น และฐานจงใจทำให้ผู้อื่นหรือกิจการของเรือนจำเสียหาย ข้อ 16 (3) (3) ตัดจำนวนวันที่ได้รับการลดวันต้องโทษจำคุก แต่เนื่องจากนายจตุภัทร์เป็นผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดี จึงไม่สามารถลงโทษตามข้อดังกล่าวได้ จึงต้องอาศัยอำนาจตามข้อ 20 ลงโทษภาคทัณฑ์แทน
ดังนั้น เมื่อนายจตุภัทร์ได้รับทราบคำสั่งเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 68 จึงถือว่าคำสั่งลงโทษมีผลและสิ้นสุดนับแต่วันดังกล่าว ทั้งนี้ การออกคำสั่งลงโทษทางวินัยผู้ต้องขัง ย่อมส่งผลกระทบต่อสิทธิด้านต่าง ๆ อาทิ คุณสมบัติของผู้ต้องขังที่จะได้รับการเยี่ยมญาติใกล้ชิด จะต้องไม่อยู่ระหว่างถูกลงโทษทางวินัย หรือถูกลงโทษทางวินัย ในรอบที่มีการเยี่ยมญาติใกล้ชิด เป็นต้น อันเป็นไปตามแนวทางบริหารงานเรือนจำเพื่อความเสมอภาค

กรมราชทัณฑ์ ขอยืนยันว่า การดำเนินงานของเรือนจำทุกแห่งยึดถือหลักนิติธรรม หลักสิทธิมนุษยชน และความมั่นคงปลอดภัยภายในเรือนจำควบคู่กัน โดยการใช้มาตรการทางวินัยต่อผู้ต้องขังเป็นไปเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและระเบียบวินัยภายในเรือนจำ อันเป็นประโยชน์ต่อการบริหารงานราชทัณฑ์โดยรวม มิได้มีเจตนากลั่นแกล้งหรือจำกัดสิทธิของผู้ต้องขังเกินสมควรแก่เหตุแต่อย่างใด โดยพร้อมที่จะนำพยานหลักฐานและข้อกฎหมายทั้งหมดเข้าชี้แจงต่อศาลปกครองเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจต่อไป

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การชี้แจงดังกล่าวของกรมราชทัณฑ์ อ้างอิงจากโพสต์บนเพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน“ สรุปใจความว่า เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ “ไผ่ ดาวดิน” ได้เข้ายื่นฟ้อง ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ, อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และกรมราชทัณฑ์ ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัย “ภาคทัณฑ์” จากเหตุการณ์ประท้วงเมื่อเดือนกันยายน 2568 กรณีถูกกักตัวเฝ้าระวังโรคเกินกำหนด 5 วันโดยไม่มีคำชี้แจง ซึ่งนายจตุภัทร์ได้แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการนำผ้าปิดกล้องวงจรปิดและใช้กาแฟผสมน้ำเขียนกำแพงห้องขังเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม ทว่าต่อมาเรือนจำกลับสั่งลงโทษภาคทัณฑ์และตัดสิทธิเยี่ยมญาติแบบใกล้ชิด แม้จะยื่นอุทธรณ์ไปแล้วแต่ถูกยกอุทธรณ์ทั้งหมด นายจตุภัทร์จึงเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อหลักความได้สัดส่วนเนื่องจากความเสียหายไม่ถาวร อีกทั้งกระบวนการสอบสวนวินัยยังมิได้แจ้งสิทธิการมีทนายความเข้าร่วม ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องขังอย่างร้ายแรง
ขอบคุณข้อมูล-ภาพ : เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน”



