การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 กำลังทวีความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดข้อมูลเชิงลึกจาก นายวีระ ธีระภัทรานนท์ กรรมาธิการวิสามัญฯ ได้เปิดเผยให้เห็นรอยรั่วขนาดใหญ่ของโครงสร้างงบประมาณแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นความผิดปกติของตัวเลขงบประมาณกระทรวงคมนาคม สถานะทางการเงินที่เข้าขั้นโคม่าเสี่ยงล้มละลายขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ตลอดจนการขยายตัวอย่างไร้ทิศทางของหน่วยงานรัฐที่ซ้ำซ้อน ซึ่งเปรียบเสมือน “เนื้อร้าย” ที่คอยแบ่งตัวชอนไชภาษีของประชาชนโดยไร้ผลงานที่เป็นรูปธรรม
3 ประเด็นงบประมาณปี 2570 ที่คนไทยต้องร่วมตรวจสอบ
จากการพิจารณาเชิงลึกของกรรมาธิการวิสามัญฯ สามารถจำแนกความผิดปกติและข้อเสนอแนะในการจัดการงบประมาณปี 2570 ออกเป็น 3 ด้านหลักที่สำคัญ ดังนี้
1.ชำแหละกระทรวงคมนาคม
จับตา “เงินนอกงบประมาณ” 50,000 ล้านบาท และเมกะโปรเจกต์ทับซ้อน ซึ่งกระทรวงคมนาคมนั้น ถือเป็นหนึ่งในกระทรวงเกรด A ที่ได้รับงบประมาณมหาศาล ทว่าในการพิจารณาครั้งนี้กลับพบความขัดแย้งของตัวเลขและความไร้ประสิทธิภาพหลายจุด
-พิรุธ “เงินนอกงบประมาณ” ตัวเลขไม่ตรงปก
เอกสารงบประมาณฉบับที่ 3 ซึ่งจัดทำโดยสำนักงบประมาณ ระบุว่ากระทรวงคมนาคมมีเงินนอกงบประมาณประมาณ 3,100 ล้านบาท แต่ในเอกสารชี้แจงเพิ่มเติมที่มาจากกระทรวงคมนาคม กลับระบุตัวเลขสูงถึง 4,000 ล้านบาท กมธ. จึงตั้งข้อสงสัยว่าทำไมตัวเลขไม่ตรงกัน และตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีเงินนอกงบประมาณซุกซ่อนอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ ภายใต้กระทรวงคมนาคม รวมกันแล้วไม่ต่ำกว่า 50,000 ล้านบาท ซึ่งต้องจี้ให้สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคมแจงรายละเอียดด่วน
-โครงการซ้ำซ้อนและการเมืองแทรกแซงข้าราชการประจำ
มีการสร้างรถไฟความเร็วสูงคร่อมทับบนเส้นทางรถไฟทางคู่ ซึ่งเป็นการใช้งบประมาณที่ไม่คุ้มค่ากับสถานะทางการเงินของประเทศ ซึ่งการผลักดันสนามบินในทุกจังหวัด หรือการสร้างสถานีขนส่งจังหวัดที่ปัจจุบันถูกทิ้งร้างเพราะไม่มีรถโดยสารเข้าใช้บริการ ซึ่งเกิดจากฝ่ายการเมืองบังคับให้ข้าราชการประจำทำโครงการที่ไม่สมเหตุสมผล
-การบำรุงรักษาล้มเหลว
กรมทางหลวงขอเพิ่มงบประมาณบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง แต่ถนนสายรอง (เลข 3 หลัก) กลับยังไม่มีไหล่ทาง ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรงบ่อยครั้ง และสามารถขยายเป็น 4 ช่องจราจรได้เพียง 40% ของทั้งประเทศเท่านั้น
ข้อเสนอแนะจาก กมธ.
ควรนำรายได้จากการประมูลทะเบียนรถเลขสวยส่งเข้าเป็นรายได้แผ่นดินในระบบงบประมาณทั้งหมดเพื่อความโปร่งใส และหน่วยงานนโยบาย เช่น สนข. และ สทร. ต้องเปิดเผยแผนแม่บทและงานวิจัยให้ประชาชนเข้าถึงได้อย่างอิสระ
2.อ.ต.ก. หนี้ท่วม-ขาดทุนสะสม จ่อล้มละลาย!
องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ที่ควรจะเป็นที่พึ่งของเกษตรกรไทย ปัจจุบันกลับตกอยู่ในสภาวะง่อนแง่นทางการเงินอย่างรุนแรง จนเสี่ยงล้มละลาย หากวิเคราะห์ตัวเลขทางการเงินล่าสุดจะพบสถานการณ์ที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง
-หนี้สินท่วมหัวแซงหน้าทรัพย์สิน อ.ต.ก. มีหนี้สินรวมสูงถึง 9,512 ล้านบาท ในขณะที่มีสินทรัพย์รวมอยู่เพียง 8,371 ล้านบาท เท่านั้น
-จมกองทุนขาดทุนสะสม มีผลขาดทุนสะสมต่อเนื่องยาวนานถึง 1,414 ล้านบาท
-ภาระผูกพันระยะยาว ต้องแบกรับค่าเช่าที่ดินค้างจ่ายให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) อีกกว่า 1,312 ล้านบาท
-คดีความในอนาคต ยังมีหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นจากคดีความที่รอการฟ้องร้องอีกถึง 24 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายสูงถึง 337 ล้านบาท
นอกจากสถานะตัวแดงในบัญชีแล้ว กมธ. ยังตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความสมเหตุสมผลในการดำเนินโครงการต่างๆ เช่น
-โครงการตลาดกลางภาคเหนือที่ จ.พะเยา มีการทุ่มงบประมาณถึง 168 ล้านบาท เพื่อสร้างตลาดรวมสินค้าการเกษตรในภาค เหนือ ก่อนจะนำไปสู่การกระจายสินค้าไปพื้นที่ต่างๆ ถูกตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงต้องตั้งที่จังหวัดพะเยา และปัจจุบันคืบหน้าไปถึงไหน?
-โครงการล้งแห่งชาติ เป็นการลงทุนที่ล่าช้าเกินไป และไม่สามารถแข่งขันกับตลาดกลางของเอกชนยักษ์ใหญ่อย่าง “ตลาดไท” หรือ “ตลาดสี่มุมเมือง” ได้อยู่แล้ว
3.เสนอยุบ 2 หน่วยงานรัฐ ไร้ภารกิจ แต่สูบงบร่วม 200 ล้านบาท
ประเด็นที่เป็นที่พูดถึงที่สุดคือการตั้งหน่วยงานรัฐแบบ “แตกตัวทางโครงสร้าง” เพื่อเลี่ยงข้อจำกัดด้านบุคลากรของระบบราชการเดิม แต่สุดท้ายภารกิจกลับไปทับซ้อนกับหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว กมธ. จึงเสนอให้ “ยุบ” เพื่อประหยัดเงินภาษีประชาชน คือ
-สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)
โดยให้เหตุผลที่ควรยุบว่า เป็นผลผลิตตกค้างจากยุครัฐบาล “คสช.” และรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ภารกิจทั้งหมดซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น ไม่มีงานเฉพาะตัวที่ชัดเจน มีงบประมาณปี 2570 ที่สูญเสียไปแล้วถึง 96.4 ล้านบาท (งบขับเคลื่อน 66.5 ล้านบาท + งบประมาณด้านบุคลากร 29.9 ล้านบาท) สำหรับดูแลบุคลากรของหน่วยงานนี้เพียง 77 คน
-สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (รวพ.)
โดยให้เหตุผลที่ควรยุบว่า เป็นการ Spin-off ออกมาจากสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) โดยไม่มีภารกิจใหม่ที่พิเศษหรือจำเป็น เราต้องนำงบประมาณปี 2570 ไปใช้จ่ายสูงถึง 127.3 ล้านบาท (งบแผนงาน 45 ล้านบาท + งบบุคลากร 82.3 ล้านบาท) สำหรับบุคลากรประมาณ 100 คน…



