นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาแสดงความกังวลผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า “เมื่อกระแสสังคมตัดสินผิด และความจริงถูกบิดเบี้ยว ใครคือผู้รับผิดชอบ? เมื่อหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ถูกบิดเบี้ยว ความยุติธรรมก็หมดความหมายทันที ประเด็นนี้ถูกพูดขึ้นอีกครั้งโดย ศ.เฮอร์มันน์ สเตฟาน ผู้เชี่ยวชาญด้านการจำลองอุบัติเหตุระดับสากล ได้ออกมาตั้งคำถามที่สะเทือนวงการพิสูจน์หลักฐาน ว่า ระบบพิสูจน์หลักฐานของไทยเชื่อถือได้แค่ไหนเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล
คุณสเตฟานอธิบายหลักสากลอย่างชัดเจนว่า หลักฐานต้องตรวจสอบซ้ำได้ วิธีคำนวณต้องเปิดเผย ผลต้องนิ่งไม่คลาดเคลื่อนและผู้เชี่ยวชาญต้องเป็นอิสระจากแรงกดดันใด ๆ นี่คือมาตรฐานเดียวกันที่ศาลในประเทศพัฒนาใช้เพื่อปกป้องความยุติธรรม ไม่ใช่ปกป้องใครคนหนึ่ง แต่ในไทย วิธีคำนวณไม่ถูกเปิดเผยครบ ทำให้ตรวจสอบซ้ำไม่ได้ และผลวิเคราะห์บางคดี “คลาดเคลื่อนมากกว่า 100%” ซึ่งถือว่าผิดปกติ ไม่ควรใช้เป็นหลักฐานตัดสินใครทั้งสิ้น
ตัวอย่างคดีหนึ่ง เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ตัวเลข 177 กม./ชม. ซึ่งเคยถูกประกาศต่อสาธารณะจนกลายเป็นความเชื่อของทั้งประเทศ ถูกพิสูจน์ภายหลังว่าคลาดเคลื่อนอย่างหนัก เพราะใช้คลิปที่ไม่ใช่ต้นฉบับ เลือกจุดอ้างอิงผิด และคำนวณเวลายาวเกินจริง ผลจึงสูงกว่าความจริงหลายเท่า และเมื่อ คุณสเตฟานทดลองทั้งจากซอฟแวร์ทดสอบความเร็วเสมือนจริง และนำรถจริงมาทดลองชนจริงอีกที เพื่อพิสูจน์ซ้ำให้ชัดเจน ผลที่ออกมา ก็ผิดจากที่จนท.พิสูจน์หลักฐานไทยคำนวณ และศาลได้ออกมาตัดสินแล้วว่า ความเร็วที่จนท.พิสูจน์หลักฐานเผยนั้นมีความน่าเชื่อถือน้อยมาก เหตุเพราะใช้วิธีคำนวณที่ไม่ถูกต้องเมื่อเทียบกับหลักสากล
แปลกใจใช่ไหมคะ ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องของคดีใดคดีหนึ่ง และไม่ใช่ความผิดของประชาชน แต่มันคือปัญหาเชิงระบบ ที่ทำให้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ถูกบิดได้ง่ายเกินไป และทำให้สังคมตัดสินไปแบบผิดๆ ทั้งที่ความจริงยังไม่ได้ถูกพิสูจน์ให้แน่ชัด คำถามคือ เราควรเริ่มแก้ที่ตรงไหน ถ้าการพิสูจน์หลักฐานของเรายังเป็นแบบนี้ ถ้าเรายังยอมให้ข้อเท็จจริงถูกกำหนดด้วยผู้พูดคนแรก ‘ความยุติธรรม’ จะยืนอยู่ตรงไหนในประเทศนี้?”



