วันที่ 4 ธ.ค. น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในปี 69 ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF-WBG Annual Meetings 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–18 ต.ค. 69 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งไทยเป็น 1 ใน 3 ประเทศ ได้แก่ ตุรกี และ ญี่ปุ่น ที่ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานถึง 2 ครั้ง หลังจากเคยเป็นเจ้าภาพมาแล้วในปี 34 หรือในรอบ 35 ปี

ทั้งนี้ การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF-WBG Annual Meetings 2026 มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยในหลายมิติ ทั้งบทบาททางด้านเศรษฐกิจและการเงินของไทยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับโลก และการแสดงความพร้อมในด้านต่างๆ เช่น ด้านโครงสร้างพื้นฐานทั้งอุตสาหกรรมการบินและการขนส่ง อุตสาหกรรมท่องเที่ยว การอำนวยความสะดวก และสถานที่จัดงาน

นอกจากนี้ การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ไทยจะได้นำเสนอเอกลักษณ์ความเป็นไทย ทั้งศิลปวัฒนธรรมอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทำให้งานประชุมนี้จะมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาคการท่องเที่ยว การบริการ และการลงทุนในหลากหลายภาคส่วน เนื่องจากมีจำนวนผู้เข้าร่วมงาน ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคประชาชนและสื่อมวลชน จำนวนกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศทั่วโลก ที่เดินทางมายังประเทศไทยในช่วงเวลาดังกล่าว

ทั้งนี้ IMF–WBG จะเป็นผู้กำหนดธีมหลักของการประชุมในแต่ละปี เพื่อใช้เป็นกรอบในการอภิปรายประเด็นเศรษฐกิจ การเงิน และความท้าทายระดับโลกที่ทุกประเทศต้องร่วมกันรับมือ เช่น สินทรัพย์ดิจิทัล ความยั่งยืน และเสถียรภาพ เป็นต้น อย่างไรก็ดี IMF–WBG จะมีการประชุมในเดือนเม.ย. 69 อีกครั้ง เพื่อดูธีมหลักในการพูดคุยกันในการประชุม

สำหรับปี 69 ไทยในฐานะเจ้าภาพได้กำหนดธีมหลักของประเทศภายใต้ชื่อ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” สะท้อนแนวคิดการพัฒนาที่ให้ “ประชาชน” เป็นศูนย์กลาง พร้อมเสริมสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ให้ระบบเศรษฐกิจและการเงินมีความพร้อมรับมือความเสี่ยงในอนาคต โดยมุ่งต่อยอดจุดแข็งของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความก้าวหน้าด้านการชำระเงินดิจิทัล เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และศักยภาพของแรงงานไทย พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะ ความรู้ และโอกาสทางเศรษฐกิจของประชาชนเพื่อให้รายได้เติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในระบบการเงิน แม้ช่วยเพิ่มความสะดวกและประสิทธิภาพ แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงรูปแบบใหม่ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเสริมสร้างให้ประชาชนมีภูมิคุ้มกันทางการเงินดิจิทัล

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า เป็นเวทีสำคัญที่จะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลาง ตลอดจนผู้บริหารของสถาบันการเงินระดับโลก ผู้นำทางความคิดและนักวิชาการด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการพัฒนาจากทั่วโลกมารวมตัวกัน เพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นสำคัญในระบบเศรษฐกิจโลก เช่น การเติบโตทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางการเงิน การลดความยากจน และการพัฒนาอย่างยั่งยืน การประชุมนี้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดแนวทางและนโยบายระดับโลก โดยเปิดโอกาสให้ผู้แทนจากรัฐบาล องค์กรระหว่างประเทศ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสร้างความร่วมมือเพื่อเตรียมรับมือกับความท้าทายในยุคปัจจุบัน

สำหรับงบประมาณที่ใช้ในการจัดการประชุมครั้งนี้รวมอยู่ที่ราว 2,800 ล้านบาท โดยจะเป็นการทยอยใช้และทยอยเตรียมงานต่อเนื่องในหลายมิติ เช่น การจัดเตรียมสถานที่ โลจิสติกส์ และอื่นๆ เป็นต้น ซึ่งเป็นงบประมาณมาจากธปท.ส่วนหนึ่ง เป็นการร่วมมือกันทำงานอย่างใกล้ชิด โดยมองว่า สิ่งที่ได้ คือ การสร้างความเชื่อมั่นในสายตาของผู้ร่วมงาน และเป็นการสร้างประสบการณ์ให้ผู้เข้าร่วม เพราะในประเทศสร้างความเชื่อมั่นได้ดีกว่าเราไปพูดในต่างประเทศ เพราะมีบริษัทเรตติ้งเข้ามาด้วย