สำนักข่าวซินหัวรายงานจากเมืองหนานหนิง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. ว่างานครั้งนี้ไม่เพียงแต่มีการจัดแสดงสินค้าเท่านั้น แต่ยังมีเวทีสำหรับการจับคู่ทางการค้าอย่างมุ่งตรง เป็นรูปธรรม และยั่งยืน ผ่านโมเดล “การส่งเสริมการขายตามหัวข้อเฉพาะ การจับคู่ธุรกิจแบบตัวต่อตัว” โดยเป้าหมายหลักไม่ได้อยู่ที่เพียงเพิ่มคำสั่งซื้อเท่านั้น แต่ยังช่วยบริษัทผู้ประกอบการต่าง ๆ เข้าใจสภาพความเป็นจริงของตลาดของกันและกัน ลดต้นทุนการลองผิดลองถูกโดยไม่จำเป็น และปรับปรุงประสิทธิภาพในการเข้าถึงตลาด

สำหรับสินค้าที่นำมาจัดแสดงนั้นมีหลากหลายประเภท ตั้งแต่อาหาร เครื่องสำอาง จนถึงยาสมุนไพรและหัตถกรรมท้องถิ่น ซึ่งหลายรายการมีเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละภูมิภาค งานนี้ถือเป็นโอกาสจับคู่ธุรกิจที่ดีของผู้ซื้อชาวจีนและโอกาสทดสอบตลาดของบริษัทไทย กลุ่มบริษัทอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนและผู้ประกอบการทั้งจากจีนและไทยได้ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกในหัวข้อต่าง ๆ อย่างการบูรณาการห่วงโซ่อุปทาน โลจิสติกส์ข้ามพรมแดน และการปฏิบัติตามข้อกำหนดตราสินค้า

ทั้งนี้ ปี 2568 ตรงกับวาระครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตจีน-ไทย และแนวคิด “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ถูกพัฒนากลายเป็นความร่วมมืออันเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นผ่านผลิตภัณฑ์และการเจรจาต่าง ๆ โดยกว่างซีมีบทบาทในเรื่องนี้เพิ่มขึ้นเพราะเป็นภูมิภาคระดับมณฑลแห่งเดียวของจีนที่มีพรมแดนติดกับประเทศอาเซียนทั้งทางบกและทางทะเล ทั้งยังเป็นศูนย์กลางการขนส่งแห่งสำคัญภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป)

ตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียนสามารถเข้าสู่ตลาดจีนอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นโดยอาศัยระเบียงการค้าทางบก-ทางทะเลระหว่างประเทศใหม่ ซึ่งสินค้าของไทยอย่างผลไม้ ข้าวหอมมะลิ และอาหารแปรรูป กำลังใช้กว่างซีเป็นทางผ่านในการกระจายสินค้าเข้าสู่พื้นที่ต่าง ๆ ของจีนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขณะเดียวกัน หน่วยงานพาณิชย์ของไทยเร่งตอบสนองความต้องการของตลาดผู้บริโภคชาวจีนอย่างแข็งขัน มีการดำเนินความร่วมมือกับซูเปอร์มาร์เก็ตและห้างสรรพสินค้าในภูมิภาคระดับมณฑลแห่งต่าง ๆ ของจีน รวมถึงกว่างซี และจัดงานเทศกาลหลากหลายรายการ เช่น “เทศกาลชอปปิงไทย” เพื่อเกื้อหนุนผู้บริโภคชาวจีนเข้าถึงสินค้าไทยที่หลากหลายและคุ้มค่าโดยไม่ต้องเดินทางออกนอกประเทศ.
ข้อมูล-ภาพ : XINHUA



