สองผู้นำองค์กรยานยนต์ระดับประเทศ ประกาศยุทธศาสตร์ร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ก้าวข้ามช่วงเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีใหม่ หลังเข้ารับตำแหน่งนายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เน้นสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันและดึงนักลงทุนที่ตั้งฐานการผลิตจริงในไทย

นางสาวยุพิน บุญศิริจันทร์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) และนายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (AIC) ร่วมแถลงนโยบายในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง เพื่อรักษาศักยภาพการเป็นฐานการผลิตยานยนต์อันดับ 11 ของโลก โดยผลักดันข้อเสนอเร่งด่วน 3 ด้านหลัก ดังนี้

1. ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต ปกป้องผู้ผลิตในประเทศ เป้าหมายสำคัญคือการสร้างความเป็นธรรมระหว่างรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าและรถที่ผลิตภายในประเทศ โดยเสนอให้เพิ่มช่องว่างอัตราภาษีสรรพสามิตเพื่อจูงใจให้เกิดการผลิตจริง ทั้งนี้ต้องพิจารณาความสมดุลในช่วงเปลี่ยนผ่าน รวมถึงการจัดสรรโควตานำเข้าที่เหมาะสมสำหรับผู้ผลิตที่มีฐานการลงทุนในไทยแต่ยังมีความจำเป็นต้องนำเข้ารถยนต์บางรุ่น

2. พลิกโฉมการผลิตสู่ Value Creation เน้นสร้างคนและทักษะ ปรับตัวชี้วัดความสำเร็จจากปริมาณการผลิตสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยเสนอให้ผู้ผลิตสามารถนำมูลค่าชิ้นส่วนที่จัดซื้อจากซัพพลายเออร์ในไทยมาหักลดหย่อนฐานภาษี เพื่อกระตุ้นห่วงโซ่อุปทานในประเทศ พร้อมมอบสิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับผู้ที่ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) การทดสอบมาตรฐาน และการพัฒนาทักษะบุคลากรด้านซอฟต์แวร์และอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ยังเสนอให้เพิ่มความยืดหยุ่นทางกฎเกณฑ์การผลิต เพื่อสนับสนุนผู้ผลิตเทคโนโลยีใหม่ที่มีปริมาณการผลิตไม่สูงมากนัก

3. กระตุ้นความเชื่อมั่นและตลาดภายในประเทศ สร้างความต่อเนื่องของนโยบายส่งเสริมยานยนต์สมัยใหม่ให้มีความชัดเจน พร้อมเสนอให้ภาครัฐนำร่องจัดซื้อรถยนต์ HEV, PHEV และ BEV เข้าสู่หน่วยงานรัฐ รวมถึงการมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ซื้อรถยนต์พลังงานใหม่และรถกระบะที่ใช้พลังงานทางเลือก B20 เพื่อกระตุ้นยอดขายในประเทศ

ปัจจุบันทั้งสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) และกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ (AIC) ถือเป็นตัวแทนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่ครอบคลุมทุกสัญชาติและทุกประเภทเทคโนโลยี ทั้งเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) และยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) พร้อมผนึกกำลังกับภาครัฐเพื่อออกแบบนโยบายที่สร้างความสมดุล โดยยึดหลักการสำคัญว่า “ใครลงทุนจริงในไทย ต้องได้รับสิทธิ์ที่จูงใจจริง” เพื่อรักษาศักยภาพในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว