เรียกได้ว่าเป็นการเปิดชีวิตครั้งแรกของนักแสดง-นางงามสาวสวยมากความสามารถ “ชาล็อต ออสติน” ที่ล่าสุดได้มาเปิดใจเรื่องราวชีวิตส่วนตัวที่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อน ในรายการ “คุยแซ่บshow” ทางช่อง One31 โดยเธอได้เผยถึงความคืบหน้าของคดีความในต่างประเทศ และปมดราม่าในวัยเด็กที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตปัจจุบัน

โดยเธอ เผยว่า “สำหรับเรื่องคดีตอนนี้ยังไม่ได้เงินคืนสักบาท แต่ว่าอยู่ในขั้นตอนกระบวนการส่งเอกสารไปที่ต่างประเทศ เพราะว่ามันเป็นอาชญากรระหว่างประเทศ คือทิศทางที่ดีเป็นของเรา เปอร์เซ็นต์สูงที่เป็นข่าวดีค่ะ ส่วนชีวิตวัยเด็กก็แอบดราม่าเหมือนกัน อยากมีโอกาสทานข้าวพร้อมหน้า พร้อมตาคนในครอบครัว แต่มันไม่มีโอกาสจะเกิดขึ้นสักเท่าไหร่ คือหนูไม่รู้มาก่อนเลยว่าสิ่งๆ นี้ในความทรงจำวัยเด็กมันจะกระตุ้นหรือกระทบเราในอนาคต พอเหมือนหนูนั่งย้อน หรือมีคนพูดให้ฟัง ก็รู้สึกว่า 1. พ่อ แม่แยกทางกัน 2. เราเจอความรุนแรงมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่ได้โดนกับตัวเองนะคะ เราเห็นอะไรแบบนั้นมาตั้งแต่เด็กมากๆ แล้วเป็นสิ่งที่อยู่ในใจเราแล้วไม่เคยได้ถูกขุดออกมา ทำไมฉันถึงเป็นคนแบบนี้ รู้สึกเหมือนฉันขาดความรักนู่นนี่นั่น จนมารู้ว่ามันเริ่มมาจากแบ๊กกราวด์เราตั้งแต่เด็กๆ แล้ว

ตอนเด็กคนอื่นอาจจะเป็นเด็กไร้บ้าน แต่ชาล็อตเป็นเด็กหลายบ้าน อย่าง จันทร์-ศุกร์ อยู่กับคุณแม่ เสาร์-อาทิตย์ อยู่กับคุณพ่อ ช่วงปิดเทอมอยู่กับคุณยายที่ชุมพร แล้วตอนเด็กคุณแม่ก็มีครอบครัวใหม่ คุณพ่อก็มีครอบครัวใหม่ ถามว่าเวลาเราไปอยู่กับคุณพ่อ คุณแม่ อบอุ่นไหม คือตอนเด็กที่เราเห็นคือแม่จะมีรอยฟกช้ำที่ตัว แล้วจะชอบได้ยินเสียงตะคอก ตะโกน ด้วยความที่อายุ 11-12 ยังเด็กอยู่ก็รู้สึกว่าคงทะเลาะกันตามประสาผู้ใหญ่แหละ

แต่มันคือจุดเริ่มต้นของการที่หนูไม่ชอบให้ใครมาตะคอก เพราะหนูเจอสิ่งนี้ในบ้านกับคนที่มาทำกับแม่หนู ก็จะเห็นอยู่บ่อยครั้ง กับคุณพ่อก็จะหนักหน่อยตรงที่ว่าแม่เลี้ยงคนก่อนถืออาวุธไล่ เราอยู่ชั้น 2 มองลงมาแล้วก็ร้องไห้ หลังจากนั้นผู้หญิงคนนั้นก็หายไปเลย เพราะพ่อบอกว่ากับฉันเธอยังเอาอาวุธมาขู่เลย แล้วกับลูกฉันล่ะ ความปลอดภัยจะไปอยู่ตรงไหน ก็เลยเซย์ บ๊ายบาย ซึ่งทั้งสองบ้านเลยมีการใช้ความรุนแรงในครอบครัว แต่โชคดีพ่อกับแม่หนูเขาโพรเทคเป็นเกราะให้หนู แต่แค่รู้สึกว่าการที่เราเห็น หรือการที่ได้ยินเสียง มันคือสิ่งที่ฝังใจเรา ทำให้เราไม่ชอบ สิ่งที่หนูเป็นแพนิคอยู่ไม่ว่าจะเจอเสียงดังหรืออะไรก็แล้วแต่ อาจจะเป็นเพราะว่าแบ๊กกราวด์หนูอาจจะเคยเจอแบบนี้มาก็ได้”

ชาล็อต เล่าต่อว่า “ส่วนอาการที่เป็น พอเป็นขึ้นมา หนูจะนิ่งก่อน แล้วจะหายใจเข้าช้าๆ อย่าหายใจเข้าเร็วนะ เพราะเรารู้ว่าเราเป็นในจังหวะที่ยังไม่มียาที่ทานก็จะตั้งสติกับตัวเองก่อน แล้วจะหาพื้นที่ปลอดภัยอยู่ตรงไหน เราวิ่งไปหาใครได้บ้าง ณ เวลานั้นก็จะวิ่งไปหาแล้วบอกว่าขออยู่ด้วยแป๊บนึงนะ เหมือนอย่างงานล่าสุดที่หนูไปออกก็คือ เหมือนแฟนคลับเยอะมาก ซึ่งอันนี้ไม่ใช่แฟนคลับรุมหรืออะไรนะคะ แฟนคลับไปหาเยอะมาก แล้วเราไม่ได้เห็นภาพแบบนี้มานานมากแล้ว เราก็รู้สึกว่ามาหาเราจริงเหรอ แล้วคนเสียงดัง กรี๊ดกัน ดีใจที่เรามา การกรี๊ดไม่ใช่ไม่ดีนะ มันดี แต่แค่ ณ ตอนนั้นอารมณ์แบบตกใจคนมาเยอะ และสิ่งที่ฮีลใจหนูในการหายแพนิคคือจะมีแฟนคลับตัวน้อย น้องจะวิ่งมาหนูก็กอดน้อง หนูก็จะหายเลย

สำหรับความรัก ในช่วงวัยรุ่นก็เจอกับความรักที่ไม่ค่อยดี คือมีแฟนคนแรกก็คือทุกอย่างเลย ธงแดง โดนนอกใจไม่รู้กี่ครั้ง โดนทำร้ายร่างกาย โดนเยอะมาก ทำให้หนูรู้สึกว่าอะไรวะเนี่ย แต่ทำไมฉันยังอยู่ อ่อ เพราะฉันรักเขา แต่จริงๆ มันคือความรักที่ Toxic มากๆ ซึ่งหลายคนหนูคิดว่าน่าจะเป็นเหมือนกัน กับการเจอความรักที่มัน toxic แต่ไม่สามารถเอาตัวเองออกมาได้ แต่วันนึงมันจะออกมาโดยที่เราไม่ต้องเสียน้ำตาสักหยด

ณ ตอนนั้นให้อภัยคือนับไม่ถ้วนเลยค่ะ โดนทำร้ายร่างกาย เขาบีบคอหนู เขาจับแขนหนูเหวี่ยงๆ เป็นอะไร แต่ ณ ตอนนั้นผู้ชายเก็บข้าวของหนีออกไปเอง คือหนูมาทำพาสปอร์ตที่กรุงเทพฯ แค่วันเดียว พอกลับไปที่ภูเก็ต เคาะประตู แต่ไม่เปิด เสียบกุญแจเข้าไปปุ๊บ เสื้อผ้าหายหมดเลย เหมือนเขาย้ายออกไปอยู่กับผู้หญิงคนอื่น แล้วนี่ล่ะยังคบกันอยู่เลย ณ วันนั้นยังเป็นความสัมพันธ์แบบแฟนกันอยู่เลย แล้วช่วงนั้นไม่ได้มีอะไรไม่ดีด้วย แต่พอเรากลับมาจากกรุงเทพฯ เขาก็ย้ายของทุกอย่างไปอยู่กับคนใหม่เลย แล้วอีก 2 เดือนกลับมา”

ชาล็อต เผยต่อว่า “เราก็ไม่ได้ให้อภัยค่ะ ให้พ่อเป็นคนจัดการ หนูไม่อยากเจอแม้กระทั่งหน้า ก็ให้คุณพ่อจัดการ พ่อก็รู้เพราะเห็นเราร้องไห้บ่อยมาก แล้วพ่อบอกว่าถ้าสมมุติวันที่ฉันเป็นอะไรไปแล้วเธอไม่ร้องไห้แบบนี้นะ ฉันจะเสียใจมากเลย มันก็เลยทำให้หนูคิดได้ว่าจะร้องไห้ทำไม คือพ่อจะมีวิธีปลอบแบบไม่ดุ ไม่ว่า ให้ไปเจอเอง อยากรู้ใช่ไหมความรักเป็นยังไง เอาเลยเต็มที่ แต่เมื่อไหร่ที่ร้องไห้กลับมาที่บ้าน อย่าทำอะไรที่มันเกินไปกับความคิด

หลายคนเห็นว่าสวยขนาดนี้ ถามว่าวันนี้มีคนจีบไหม ไม่มีค่ะ ประสบการณ์ถ้าไม่ดี ไม่มีดีกว่า ถ้าไม่ได้คนที่อบอุ่น ให้เกียรติ รักเราอย่างนี้ ไม่เป็นไรก็ได้ อยู่คนเดียวได้ ส่วนสเปก คือไม่เจ้าชู้ ให้เกียรติหนู อบอุ่น อ่อนโยน ถามว่ามันจำเป็นไหมที่ต้องเป็นผู้ชายหรือเพศเดียวกัน เอาจริงๆ หนูก็ไม่รู้เลย เพราะว่าสุดท้ายคนที่เข้ามาหาเรา เขาจะเข้ามาหาเราด้วยวิธีการอะไร ถ้าเข้ามาแล้วรู้สึกคลิกกันก็สามารถคุยกันได้ ถ้าไม่สามารถไปต่อในรูปแบบแฟนก็เป็นเพื่อนกันได้นะ”