เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศูนย์อนุรักษ์วัฒนธรรมไท-ยวน ตำบลสมอแข อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก นางสิริพันธ์ เอี่ยมสาย รองประธานชมรมไทยวน และประธานกลุ่มทอผ้าไท-ยวนตำบลสมอแข ได้เปิดศูนย์ให้หน่วยงานและผู้สนใจเข้าศึกษาเยี่ยมชม เพื่อบันทึกเรื่องราวที่มาของการเก็บรักษาอัตลักษณ์ไทยวน ซึ่งที่นี่ไม่ใช่เพียงสถานที่จัดแสดง แต่เป็น “พิพิธภัณฑ์มีชีวิต” อย่างแท้จริง เพราะคนในครอบครัวล้วนเป็นชาวไทยวน เครื่องมือเครื่องใช้ดั้งเดิมยังคงถูกใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็นเกวียนโบราณ เครื่องจักสาน และกี่ทอผ้า ที่ยังเดินเครื่องผ่านมือช่างอยู่ทุกวัน
นางสิริพันธ์ เล่าว่า แนวคิดการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ เกิดจากการตั้งคำถามของคนในครอบครัวและชุมชนว่า “เราพูดภาษาแบบนี้ เราเป็นคนที่ไหน เรามีที่มาอย่างไร” จนค้นพบรากเหง้าว่าบรรพบุรุษเป็นชาวเชียงแสน ก่อนย้ายไปอยู่จังหวัดราชบุรี และอพยพมาตั้งถิ่นฐานที่ตำบลสมอแขในเวลาต่อมา ชมรมไทยวนตำบลสมอแขจึงถือกำเนิดขึ้นในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2560 และดำเนินงานมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 8 ปี ภารกิจสำคัญคือการรวบรวมของโบราณ โดยเฉพาะ “เกวียน” และ “กี่ทอผ้า” ซึ่งถือเป็นหัวใจของวิถีชีวิตไทยวน เพราะรากเหง้าของคนไทยวนผูกพันอยู่กับการทอผ้า

เกวียนและกี่ทอผ้าเป็นสัญลักษณ์ของการเดินทางและการดำรงอยู่ เกวียนคือหลักฐานแห่งการอพยพของชาติพันธุ์ไทยวน จากอดีตสู่ปัจจุบัน ส่วนกี่ทอผ้าคือเครื่องมือแห่งการดำรงชีวิต เพราะเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มคือสิ่งจำเป็นของผู้คนในทุกยุคสมัย การอพยพไม่ได้นำพาเพียงร่างกาย หากต้องพา “วิชาชีวิต” ติดตัวมาด้วย กี่ทอผ้าจึงเป็นหัวใจของครัวเรือนไทยวนมาแต่ดั้งเดิม ที่ศูนย์แห่งนี้จึงยังคงมีสมาชิกชาวไท-ยวนสืบสานงานทอผ้ามาจนถึงปัจจุบัน กี่ทอผ้าทุกตัวจึงดูมีชีวิต สร้างสรรค์ผลงานอย่างต่อเนื่อง

เอกลักษณ์ของผ้าไทยวนราชบุรีคือ “สีแดง” ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ เดิมนิยมทอเฉพาะผ้าซิ่นสำหรับผู้หญิง และผ้าหัวแดงสำหรับผู้ชาย ต่อมาภายหลังมีการพัฒนาลวดลายด้วยเทคนิค “จกดอก จกลาย” มีหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาสนับสนุนต่อยอด จนผ้าทอถูกนำไปแปรรูปเป็นกระเป๋า ย่าม เสื้อคลุม และของที่ระลึก ลวดลายที่โดดเด่นของไทยวนพิษณุโลก คือ “ลายม้า” ซึ่งสะท้อนประเพณีดั้งเดิมของชาวไทยวน และ “ลายดอกปีบ” ดอกไม้ประจำจังหวัดพิษณุโลก ที่ถูกนำมาจกเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ผืนผ้าดังกล่าวเคยถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อนำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ ซึ่งพระองค์ทรงให้ความสนพระทัยเป็นอย่างยิ่ง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้



