พลเรือตรี สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นประธานมอบพันธุ์กล้าไม้ ให้แก่กลุ่มเป้าหมายจำนวน 100 คน ในกิจกรรมส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจใหม่และไม้โตเร็ว ภายใต้กิจกรรมพัฒนาอาชีพตามแนวทางวิถีชุมชน โครงการขับเคลื่อนแนวทางวิถีชีวิตชุมชนสู่ การพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ จากสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และกลุ่มได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบฯ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ สถานีเพาะชำกล้าไม้ จังหวัดนราธิวาส โดยมี นายบุญพาส รักนุ้ย รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 13 สาขานราธิวาส หัวหน้าสถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดนราธิวาส ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ เป็นการมาให้กำลังใจทุกภาคส่วน รวมถึงประชาชนในพื้นที่ พร้อมจุดประกายและเปิดแนวคิดใหม่ ๆ ในการแก้ไขปัญหาความยากจน โดยการส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้น และพืชเศรษฐกิจ ไม้มีค่า ยึดหลักแนวคิดของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงตรัสไว้เสมอว่าให้ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ไว้กิน ไว้ใช้ ไว้ขาย และคืนความสมบูรณ์ให้แก่ธรรมชาติ ดังนั้นการปลูกต้นไม้นอกจากจะเป็นช่วยเหลือพี่น้องประชาชน บ้านเมือง และธรรมชาติ ยังเป็นการลงทุน และการออมที่ดีที่สุด เนื่องจากดอกเบี้ยจากการปลูกต้นไม้จะไม่มีวันลดลง แต่จะมีการเพิ่มมูลค่าขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ในส่วนของต้นไม้ที่มีค่าที่มีการปลดล็อกกว่า 58 ชนิด สามารถนำไปค้ำประกันเงินกู้ได้ ใช้หลักเกณฑ์ที่สถาบันการเงินพิจารณาไม้ยืนต้นที่จะใช้เป็นหลักทรัพย์คือต้นไม้ต้องมีอายุ 1 ปีขึ้นไป มีลำต้นสูงเกิน 2 เมตร อยู่บนที่ดินตัวเอง หรือเกณฑ์อื่นๆ ที่เจ้าหน้าที่กำหนดเอาไว้ โดยเจ้าของที่ดินจะสามารถใช้ต้นไม้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าทั้งหมด ซึ่งทั้งหมดนี้ ศอ.บต.ต้องการที่จะผลักดันร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แก้ไขปัญหาความยากจนช่วยเหลือประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถมีที่ยืนอยู่ในสังคมได้อย่างมั่นคงมากขึ้นต่อไป


จากนั้นเลขาธิการ ศอ.บต. ได้เดินทางไปยัง สถานีเพาะชำกล้าไม้ยะลา ตำบลวังพญา อำเภอรามัน จังหวัดยะลา เพื่อมอบพันธุ์กล้าไม้ ให้แก่กลุ่มเป้าหมายจำนวน 60 คน เพื่อส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจใหม่ และไม้โตเร็ว โดยมี หัวหน้าสถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดยะลา ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ให้การต้อนรับ พร้อมกันนี้ยังได้ร่วมปลูกต้นทุเรียนหมอนทอง เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจด้วย ทั้งนี้การขับเคลื่อนกิจกรรมดังกล่าว ศอ.บต. ร่วมกับสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 13 สาขานราธิวาส จัดกิจกรรมส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจใหม่และไม้โตเร็ว โดยมอบหมายให้ สถานีเพาะชำกล้าไม้ยะลา จัดหาพันธุ์กล้าไม้ ต้นกล้าทุเรียนพันธ์หมอนทอง จำนวน 8,000 กล้า ต้นกล้าสะตอ จำนวน 2,000 กล้า ต้นกล้าส้มโอ จำนวน 1,000 กล้า ต้นกล้าขนุน จำนวน 1,000 กล้า ต้นกล้ามะม่วง จำนวน 500 กล้า รวมถึงไม้พะยูง 20,000 ต้น ตะเคียนทอง 30,000 ต้น มะขาม 40,000 ต้น พยอม 20,000 ต้น ยางนา 10,000 ต้น มะฮอกกานี 20,000 ต้น ตำเสา 200,000 ต้น กระทินเทพา 40,000 ต้น ไม้กฤษณา 20,000 ต้น และไม้อื่นๆ เพื่อใช้ปลูกในพื้นที่ รวมถึงวัสดุดิน ปุ๋ย สำหรับปลูกต้นไม้จำนวน 25,000 ถุง เพื่อมอบและแจกจ่ายให้แก่กลุ่มเป้าหมาย อาทิ กลุ่มประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กลุ่มครัวเรือนยากจน และกลุ่มสมาชิกธนาคารต้นไม้ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้นในพื้นที่ และช่วยเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินในที่ดินของเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในพื้นที่ เน้นการปลูกไม้ยืนต้นตามศักยภาพของพื้นที่ให้เกิดประโยชน์ ต่อการใช้สอยทั่วไป และเพิ่มแหล่งเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้าในพื้นที่ ต่อยอดการพัฒนาให้เกิดเป็นรูปธรรม ซึ่งจากการขับเคลื่อนกิจกรรมดังกล่าว ศอ.บต. จะมีการดำเนินการมอบพันธุ์กล้าไม้ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี สงขลา และสตูล ในโอกาสต่อไป.



