นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศของไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าวอัลจาซีรา เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับบรรยากาศตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง พร้อมทั้งยืนยันจุดยืนของรัฐบาลไทยว่า “ไม่มีพื้นที่สำหรับการเจรจา” จนกว่ากัมพูชาจะแสดงความจริงใจ ด้วยการหยุดการกระทำยั่วยุในพื้นที่แนวหน้าเสียก่อน
นายสีหศักดิ์ยืนยันว่า ไทยไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มการปะทะ แต่ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้เริ่มยิงก่อน และย้ำว่า ชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้ไทยต้องระงับข้อตกลงหยุดยิงก่อนหน้านี้ คือการที่กัมพูชาละเมิด “ปฏิญญาร่วมกัวลาลัมเปอร์” โดยมีการวางกับระเบิดใหม่ ซึ่งส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บสาหัสหลายนาย
ขณะเดียวกัน นายสีหศักดิ์โต้แย้งข้อกล่าวอ้างของกัมพูชา ที่พยายามสร้างเรื่องราวว่า ไทยเป็นผู้รุกรานประเทศเล็กกว่า โดยยืนยันว่า ไทยได้ใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างสูงสุดมาโดยตลอด แต่กลับเป็นฝ่ายกัมพูชาเองที่กระทำการยั่วยุจนนำไปสู่การปะทะกันในปัจจุบัน
ในช่วงหนึ่งของการสัมภาษณ์ ผู้ดำเนินรายการถามนายสีหศักดิ์ว่า “ท่านรัฐมนตรีครับ ในแง่ทางทหาร กัมพูชามีขนาดเล็กกว่ากองทัพไทยมาก ประเด็นหลักดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มปราสาทหินซึ่งตั้งอยู่ตามแผนที่อาณานิคมปี 2450 ซึ่งไทยปฏิเสธ และศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ไอซีซี) ตัดสินเมื่อปี 2505 ให้ปราสาทเหล่านั้นและพื้นที่โดยรอบเป็นของกัมพูชา เหตุใดท่านจึงไม่สามารถยอมรับประเด็นนี้ได้”
นายสีหศักดิ์ตอบว่า “แล้วเหตุใดกัมพูชาจึงไม่สามารถยอมรับความจริงที่ว่า ไม่ใช่ปราสาทขอมทุกแห่งที่ตั้งอยู่ในดินแดนกัมพูชา ใช่ครับ สำหรับปราสาทเฉพาะแห่งที่คุณอ้างถึง ซึ่งมีคำตัดสินของศาลโลกนั้น เราไม่ได้โต้แย้งคำตัดสินที่ให้ตัวปราสาทเป็นของกัมพูชา
อย่างไรก็ตาม ยังมีปราสาทอีกหลายแห่งตามแนวชายแดน ซึ่งหลายแห่งตั้งอยู่ในเขตแดนของไทย และคุณต้องเข้าใจว่า ปราสาทเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของ อารยธรรมขอม ซึ่งไม่ใช่ทรัพย์สินผูกขาดของกัมพูชาแต่เพียงผู้เดียว อารยธรรมขอมยังปรากฏอยู่ในไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย ดังนั้น ผมจึงขอปฏิเสธข้อกล่าวอ้างที่ว่า ปราสาทเหล่านี้ทั้งหมดเป็นของกัมพูชา ขอให้คุณได้ตรวจสอบประวัติศาสตร์ด้วย”
นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์กล่าวด้วยว่า ไทยเปิดกว้างและเชื่อมั่นในวิถีการทูตเสมอมา แต่การเจรจาจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความเต็มใจจากทั้งสองฝ่ายที่จะสร้าง “สันติภาพที่แท้จริง” ไม่ใช่แค่เอกสารที่ลงนามไว้ ซึ่งในประเด็นนี้ ผู้ดำเนินรายการถามว่า “มีการตั้งข้อสังเกตว่า ในครั้งนี้ท่านไม่ได้แสวงหาการไกล่เกลี่ย คำถามคือ แล้วอะไรคือปัจจัยที่จำเป็นเพื่อให้ทั้งสองประเทศสามารถหยุดยิงได้”
นายสีหศักดิ์ตอบว่า “ไทยเปิดกว้างสำหรับการไกล่เกลี่ยมาโดยตลอด แต่การไกล่เกลี่ยจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความเต็มใจของทั้งสองฝ่าย เรามีปฏิญญาร่วมกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งมีสหรัฐและมาเลเซียเป็นคนกลาง ไทยชี้แจงไปยังสหรัฐตั้งแต่ต้นว่า เราต้องการให้มีการไกล่เกลี่ยที่นำไปสู่ “สันติภาพที่แท้จริง” ไม่ใช่เพียงแค่ “แผ่นกระดาษ”
สิ่งที่จำเป็นคือ คำมั่นสัญญาและความพร้อมจากฝ่ายกัมพูชาที่จะเจรจาสันติภาพ แต่ ณ เวลานี้ การกระทำของพวกเขากลับสวนทางกับสิ่งที่พวกเขาพูดอย่างสิ้นเชิง”
เมื่อผู้ดำเนินรายการยังคงเอ่ยถึงประเทศที่สาม เช่น สหรัฐ มาเลเซีย และจีน นายสีหศักดิ์กล่าวว่า “ผมขอย้ำอีกครั้งว่า โดยหลักการแล้ว การไกล่เกลี่ยต้องขึ้นอยู่กับความเต็มใจของทั้งสองฝ่าย แต่เรายังไม่เห็นความเต็มใจที่แท้จริงจากฝั่งกัมพูชา
เมื่อการสู้รบปะทุขึ้น พวกเขากลับเรียกร้องให้ใช้ความอดทนอดกลั้น แต่ในความเป็นจริง พวกเขาทำตรงกันข้าม ดังนั้น ผมคิดว่า เมื่อใดที่กัมพูชาตระหนักและหยุดการกระทำที่เป็นปัญหาเสียก่อน เมื่อนั้นเราจึงจะพิจารณาโอกาสในการไกล่เกลี่ย
ไทยเชื่อมั่นในการทูตมาโดยตลอด แต่ก้าวแรกต้องมาจากฝั่งกัมพูชา พวกเขาต้องยุติพฤติกรรมที่พูดเรื่องสันติภาพ แต่กระทำการในทางตรงกันข้าม.”
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



