กลายเป็นมหากาพย์ดราม่าที่ทำเอาแฟนๆ วงการเพลงต้องหูผึ่ง หลังนักร้องสาวเสียงดี “วี-วิโอเลต วอเทียร์” ถูกวิจารณ์หนักเรื่องเสียงร้องที่ไม่สมบูรณ์ในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 จนเจ้าตัวต้องออกมาเปิดใจว่าเกิดจากความผิดพลาดของทีมงาน โดยมีประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงคือ “ลิปซิงค์” และ “อินเอียร์มอนิเตอร์” (IEM)

วันนี้ บันเทิงเดลินิวส์จะพาไปเปิด “ความจริงทางเทคนิค” เพื่อไขข้อข้องใจว่าทำไมการที่นักร้องไม่ได้ยินเสียงตัวเองในอินเอียร์ หรือ หูฟังมอนิเตอร์ จึงทำให้การร้องเพลงผิดพลาดได้

In-Ear Monitor (IEM) หรือหูฟังมอนิเตอร์ คืออุปกรณ์สำคัญที่สุดในการแสดงสด ทำหน้าที่เสมือน “ห้องควบคุมเสียงส่วนตัว” ให้กับศิลปินบนเวทีที่มีเสียงดนตรีและเสียงรบกวนภายนอกดังมาก หน้าที่หลักของมันคือ

  • ตัดเสียงรบกวน : ช่วยให้นักร้องโฟกัสกับเสียงของตัวเอง ดนตรี และจังหวะ (Click Track) ได้อย่างเต็มที่
  • ควบคุมคีย์ (Pitch Control) : เป็นสิ่งจำเป็นในการ เทียบเสียง ให้ตรงคีย์ เพราะหากนักร้องไม่ได้ยินเสียงร้องของตัวเองที่ชัดเจน จะขาด Feedback ในการปรับระดับเสียงตามคีย์เพลง ทำให้เกิดอาการ ร้องเพี้ยน ได้ง่ายมาก

ในกรณีของ วี วิโอเลต เธอชี้แจงว่า เดิมทีได้รับแจ้งว่าโชว์นี้เป็นการ ลิปซิงค์ 100% แต่เกิดความผิดพลาดในการประสานงานที่ซ้ำซ้อน

  1. ทีมงานปิดเสียงไมค์ในอินเอียร์ : เพราะเข้าใจว่าเป็นลิปซิงค์ จึงปิดเสียงร้องของวีไม่ให้เข้าหูฟัง เพื่อป้องกันปัญหาเสียงหอน
  2. ระบบถ่ายทอดสดเปิดไมค์สด : แต่ระบบภายนอก (OB) กลับเปิดเสียงร้องสดของวีออกอากาศ

ผลที่ตามมาคือ วี วิโอเลต ต้องร้องเพลงโดยที่ ไม่ได้ยินเสียงตัวเองเลย ในหูฟัง เพื่อควบคุมคีย์ ซึ่งเมื่อเสียงร้องที่ขาดการควบคุมถูกเปิดออกสู่สาธารณะ จึงกลายเป็นเสียงที่ผิดเพี้ยน เหตุการณ์นี้จึงเป็นผลมาจาก ความผิดพลาดทางเทคนิค และ การสื่อสารที่ล้มเหลว อย่างร้ายแรง ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์ของศิลปิน.

ขอบคุณภาพจาก : Violette Wautier