เมื่อเวลา 08.15 น. วันที่ 19 มิ.ย. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ดึงอำนาจการกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม กลับมาดูแลเอง ว่า เป็นโหมดๆ ไป ตอนนี้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานผ่านพ้นตรงนั้นไปแล้ว ตอนนี้คือการเร่งสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อนำเม็ดเงินเข้ามาในประเทศมากที่สุด และใช้ประเทศไทยเป็นทางการผลิตโดยโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์ ยังขาดเพียงเรื่องรถไฟความเร็วสูง แต่ก็ไม่มีปัญหา เพราะเรามีทางเลือกอีกหลายทางเลือก ด้านการขนส่งหรือโลจิสติกส์ เพราะมีทั้งสนามบินท่าเรือ นอกจากแหลมฉบัง ก็ยังมีการจะขยายเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังมีการขนส่งทั้งทางบกทางอากาศ ที่ค่อนข้างจะความสมบูรณ์ ที่เชื่อมกับรถไฟความเร็วสูงและรถไฟรางคู่

“ตอนนี้ผ่านจากช่วงโครงสร้างพื้นฐานเป็นเรื่องของการทำการตลาด ไม่มีอะไรต้องกังวล เพราะนายพิพัฒน์ต้องการจะนำโครงการกลับมาคืนผมทุกวัน และมีการพูดคุยกันตลอด ซึ่งตอนแรกจะมอบให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นผู้ดูแล แต่ช่วงนี้ผมเดินทางบ่อย มีการพบกับภาคเอกชนมากมายทั้งในและต่างประเทศ จึงนำกลับมาดูเพื่อที่จะขับเคลื่อนให้เร็วมากขึ้น” นายกฯ กล่าว

เมื่อถามว่าไม่มีความขัดแย้งกันภายในใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวยืนยันว่า ไม่มีความขัดแย้งภายใน และยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องสัญญาโครงการเชื่อมรถไฟฟ้าสามสนามบิน อย่านำไปผูกเรื่อง เพราะเป็นคนละเรื่องกัน โครงการเชื่อมรถไฟสามสนามบิน เราต้องดูสัญญาและให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ถ้าจะไปแก้สัญญาขอเรียนตรงๆ แก้ไม่ง่าย ถ้าแก้ได้อีกหน่อยคนที่ทำสัญญากับภาครัฐ ถ้าประสบปัญหาประสบเรื่องการส่งมอบพื้นที่ ความล่าช้าของงาน วิกฤติจากสถานการณ์โลก หรือสถานการณ์น้ำมันดิบ จะขอแก้สัญญา รัฐบาลจะเอาตังค์ที่ไหนมาให้ มันทำไม่ได้  อะไรที่กำหนดไว้ในสัญญาก็ต้องปฏิบัติตามให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คำว่าแก้ไขสัญญาไม่ว่าจะเป็นโครงรัฐใดๆ ก็ตาม ไม่จบที่คำว่าแก้ไขสัญญา จะต้องให้ความเป็นธรรมกับคนที่มาประมูลแล้วไม่ชนะ ถ้าเขารู้ว่าแก้สัญญาได้ เขาก็จะใส่อีกราคาหนึ่ง ซึ่งมันไม่จบ ฉะนั้นดีที่สุดคือต้องเดินตามสัญญา ว่าทำสัญญาหรือขณะลงนาม รับทราบเงื่อนไขต่างๆ ที่อยู่ในสัญญา.